ขึ้นชื่อว่า “ผี” ใครไม่กลัวยกมือขึ้น อิ อิ อิ…ไม่มีใครยกมือ
ครั้งแรกที่ได้ยินว่า “Ghost Town” หรือเมืองผีเนี่ย เจ้าขนแขนมันก็สแตนด์อัพซะแล้ว แหม! คุณสามีใจดีจังบอกจะพาเมียไปเที่ยวเมืองผี….จ๊ากกกก…อะไรกันเนี่ยที่รัก แปลว่าอะไรหล่ะเนี่ย จะพาเมียไปเที่ยวเมืองผีหนะ…
พี่หมาย: น้อง ๆ พรุ่งนี้ตื่นเช้าเตรียมตัวให้พร้อมนะ อาหารการกิน น้ำท่า เตรียมให้พร้อมนะ พี่จะเตรียมกล้องไปจับภาพไว้เป็นหลักฐาน
ก้อย: ไปเที่ยวเหรอพี่ ไปไหนคะ
พี่หมาย: Goldwell Rhyolite Ghost Town
ก้อย: Ghost Town พี่ไม่กลัวผีเหรอ
พี่หมาย: พี่ไม่กลัวหรอกน้อง พี่เพียงแต่เกรงใจเท่านั้นแหละ แล้วเราก็ไปกันตอนกลางวันนะ ไม่ต้องห่วง มีอะไรพี่จะ….วิ่งนำหน้าน้องเอง…..ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..
เราเตรียมตัวจัดข้าวปลาอาหาร ขนมขบเคี้ยว และน้ำดื่มกันอย่างพร้อมเพรียง กล้องถ่ายรูป แบตเตอรี่ และเม็มโมรี่การ์ดแวะเติมน้ำมันเต็มถังก่อนออกจากเมือง ออกรถจากปั๊มน้ำมันได้สักพัก
พี่หมาย: น้องๆ เอาขนมผักกาดตักใส่ปากพี่หน่อยดิ อยู่เฉยๆ ทำไม
ก้อย: โอ้โห! ออกจากบ้านได้ไม่ถึงห้านาที หิวอีกแล้วเหรอ
พี่หมาย: ก็มือมันทำงานแล้วปากมันว่างนะ
ก้อย: มันก็รู้สึกตื่นเต้นดีเหมือนกันนะพี่ อยากรู้ว่าเมืองผีมันจะหน้าตาเป็นยังไง คนที่นี่เขาก็แปลกเน้อ ทำไมเอาเมืองร้างมาทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ สงสัยว่าเมืองนี้คนมันคงจะตายทั้งเมืองหล่ะมั้ง เป็นโรคระบาดตาย หรือว่าโดนฆ่าตายกันทั้งเมือง ก็ไม่รู้เน้อ
พี่หมาย: ถ้าอยากรู้นะตักขนมผักกาดใส่ปากพี่เร็วๆ อย่าช้า เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง
Goldwell Rhyolite Ghost Town นั้นเป็นเหมืองแร่ทองคำที่จัดเป็นเหมืองแร่แหล่งสุดท้ายในมลรัฐเนวาด้า เป็นเหมืองที่มีความเจริญที่สุดของมลรัฐเนวาด้าในช่วงราวปี 1905
เมืองRhyolite (รายโอไลท์) นี้ตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองลาสเวกัสเป็นระยะทาง 120 ไมล์ บนเส้นทางสาย US95 ติดกับเขตแดนทางด้านตะวันออกของ Death Valley National Park ใช้เวลาขับรถจากลาสเวกัสประมาณชั่วโมงกว่าๆ โดยเส้นทาง US95 ขึ้นไปทางเหนือจนถึงเมือง Beatty แล้วแยกต่อไปตามป้ายบอกทางไปเมือง Rhyolite ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
เหมืองทองนี้เป็นเหมืองทองที่บูมที่สุดในยุคนั้น เป็นชุมชนที่มีผู้คนอยู่อาศัยราว 10,000 คน เริ่มก่อตั้งจากการเป็นแค้มป์ของคนงานเหมืองแร่ชื่อ Frank “Shorty” Harris และ “Ernest L. Cross” ในราวปี 1904 จากชุมชนขนาดเล็กได้ขยายและเติบโตเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในมลรัฐเนวาด้า ในยุคนั้น เมืองนี้ประกอบไปด้วยอาคารตึก ที่ใช้เป็นบ้านเรือน, ร้านค้า, อาคารสำนักงาน, ธนาคาร, โรงเรียน และสถานีรถไฟ เป็นต้น
ในปี 1907 ได้เกิดเหตุวิกฤตทางการเงิน ทำให้ธุรกิจหลายแห่งเริ่มปิดตัวลง จนกระทั่งในปี 1916 ผู้คนได้เริ่มอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากเมือง และทิ้งเมืองนี้ให้กลายสภาพเป็นเมืองร้างในที่สุด
ปัจจุบันคงเหลือแค่เพียงซากอาคารเก่าที่พุพัง เป็นหลักฐานบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตเท่านั้น
พี่หมาย: เป็นไงน้อง…น้ำหน่อยน้อง คอแห้งแล้ว
ก้อย: แหม! เราก็นึกว่าเขาเป็นโรคระบาดตายกันทั้งเมือง หรือว่าโดนฆาตกรรมกันทั้งเมือง
โอ้โห! ทิวทัศน์สองข้างทางมันกว้างใหญ่ สวยแปลกตาไปอีกอย่างนะพี่
พี่หมาย: เดี๋ยวไปถึงจะเห็นว่ามันมีอย่างอื่นน่าสนใจอีกนะ นอกจากซากตึกร้างแล้วนะ
ถ้าเจอผีหล่ะก็ อย่าได้ตกใจไปเชียวน้อง ดูแล้วบรรยากาศมันก็วังเวงใช้ได้ทีเดียว เราใกล้ถึงกันแล้ว
ก้อย: คนไม่เห็นมีเลยพี่ อ้อ…นั่นไง เห็นแล้ว สองสามคน คนน้อยมากเลยเน้อพี่ ว่าแต่ว่าไอ้ที่เราเห็นเนี่ย มันคนหรือเปล่านะซิพี่
พี่หมาย: โหะ…พูดไรยังงั้นฟะ คนยิ่งปอดแหกอยู่ด้วย กลางวันแสกๆ บอกแล้วไงว่าจะวิ่งนำ ยังไงก็วิ่งตามให้ทันหล่ะกัน พี่จะไปจอดรถตรงโน้นดีกว่า จะได้ร่มหน่อย
ในปี 1984 มีศิลปินชาวโปแลนด์ชื่อ “Albert Szukalski” ได้มาพบเมืองนี้เข้า แล้วเกิดความประทับกับซากปรักหักพังของอาคารเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลทราย Amargosa จึงได้สร้างสรรค์งานประติมากรรมทั้งหมด 7 ชิ้น โดยร่วมมือกับเพื่อนศิลปินชาวยุโรปอีก 3 คน
ปัจจุบันนี้ประติมากรรมขนาดใหญ่ทั้ง 7 ชิ้นนี้ได้ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้า Rhyolite Townsite โดยทางการได้ตั้งชื่อว่า Goldwell Open Air Museum ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ National Project ที่มีศิลปิน Eames Demetrios ใช้เป็นที่ทำงานของเขา
พี่หมาย: เป็นไงน้อง…เห็นมั้ยพี่บอกแล้วให้เตรียมข้าวปลาอาหาร น้ำ่ท่า ขนมขบเคี้ยวมานะ เป็นไง แห้งแล้งขนาดนี้ คนไม่มี มีแต่ผีนะเนี่ย หิวขึ้นมาไปหาที่ไหนกินได้หล่ะ
ก้อย: ก็งั้นดิพี่ ดีนะเนี่ยที่เชื่อพี่ ที่นี่มันก็สวยแปลกตาไปอีกแบบนะ อีกอย่างหนึ่งที่ดีของที่นี่ ก็คือมันฟรีนะ ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม อยากจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ทุกเวลาทุกวัน
Goldwell Open Air Museum นี้เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดเวลา 24/7 (ตลอด 24 ชั่วโมง และเจ็ดวันต่อสัปดาห์) มีห้องแสดงนิทรรศการและร้านขายของที่ระลึกซึ่งจะเปิดในวันหยุดสุดสัปดาห์บางสัปดาห์ ช่วงเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเริ่มคลายร้อนและเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว รายละเอียดเพิ่มเติมหาได้จาก www.goldwellmuseum.org ใครที่สนใจอยากไปเที่ยว ก็อย่าลืมชวนกันไปหลายๆคนหน่อยแล้วกัน ยิ่งใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดินนะ จะดูสวยแปลกตาไปอีกอย่าง ที่นี่จะเป็นที่นิยมของนักถ่ายภาพ เป็นแหล่งถ่ายภาพที่ขึ้นชื่อของนักถ่ายภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเลยหล่ะ



















beautiful.
and hot?
ใช่ค่ะ ร้อนคะ เคยไปเที่ยวแล้วใช่มั้ยคะ
ฮ้า… ไปกันเมื่อไหร่ครับ นี่ไม่ชวนเลย อยากไปมั่ง 5555
ตอนนี้ไปได้นะเนี่ยน้องบอลครับ อากาศกำลังดีแล้ว ไปซิ เก็บภาพงามๆ มาฝากด้วยนะ
[...] Ghost Town Rhyolite เมื่อข้าวของพร้อม [...]
สวยแปลกตาแต่ต้องร้อนน่าดูเลยนะเนี่ย
ชอบอะงานปั้นเท่และมีเสน่หืดึงดูดได้ดีมากเลย
ชอบงานประติมากรรมเหรอคะ ไว้จะหามาแบ่งให้ดูอีกบ่อยๆ ค่ะ
พี่ก้อย เป็น THE VENUS OF NEVADA ด้วยใช่ไหมครับพี่
เป็นไงอะ
เพิ่งกลับไปดูรูป เห็นตัวเองในรูปด้วยอะสาคู มิน่าถึงว่าเป็นวีนีส เอิ๊กกกกกกก