Wow! Hunting Pyrex “ Old Orchard” 1960


เอาใจช่วยน้องจอยในการตามล่าหาไพเร็กซ์ (Pyrex) นะคะ

 

เมื่อเดือนที่แล้ว น้องจอยส่งรูปชามไพเร็กซ์ที่เพิ่งจะได้จากการาจเซลล์ (Garage Sale) มาให้ดูคะ เป็นไพเร็กซ์ชุดแรกของเธอคะ

 

น้องจอยเป็นรุ่นน้องเรียนจากโรงเรียนประถม, มัธยม, และมหาวิทยาลัย เดียวกันมาคะ และแถมเป็นคนบ้านเดียวกันอีกด้วยนะคะ คือ แถวฝั่งธนบุรีคะ เราเพิ่งจะได้รู้จักกันเมื่อปลายปีที่แล้วเห็นจะได้ ในฮิห้าโลกออนไลน์คะ คุยกันไปคุยกันมาอยู่หลายเดือนถึงได้รู้ความจริงข้อนี้….Nakoi ดีใจเหมือนได้เจอญาติ จากนั้นก็เริ่มชักชวนให้รู้จักกับไพเร็กซ์ซะ…….อันที่จริงแล้วเพียงแค่ต้องการจะถามหาแหล่งของชอบแถวบ้านน้องจอย (แถวโอเรกอน) ตะหาก ว่ามีมากน้อยขนาดไหน และราคาเป็นอย่างไร แต่มันก็ดันไปทำให้น้องจอยสนใจ และเริ่มอยากจะหาให้ Nakoi คะ

 

เมื่อช่วงวันหยุด Memorial day ที่ผ่านมา เธอก็ชักชวนกันกับคุณแม่ของเธอออกตระเวนตามบ้านคน แล้วก็เจอเข้าให้จนได้คะ แถมได้ในราคาถูกเหมือนได้เปล่าอีกต่างหาก งวดนั้นเธอได้มาทั้งหมด 5 ใบด้วยกัน เป็น Nesting bowl (Mixing bowl ก็เรียก) ซะ 4 ใบ ส่วนอีกหนึ่งใบเล็กเป็นถ้วยซุปที่เป็นประเภท Tableware

 

Pyrex ชุดสามใบ Old Orchad, #401 Forest Mushroom, และถ้วยซุป Copper Filigree

Pyrex ชุดสามใบ Old Orchad, #401 Forest Mushroom, และถ้วยซุป Copper Filigree ถ่ายภาพโดย "น้องจอย"

 

ลายที่ได้มาเป็นชุด nesting bowl สามใบ ชื่อลาย “Old Ochard” ตัวลายเป็นรูปพวงผลไม้ต่างๆ มีทั้งองุ่น, แอ๊บเปิ้ล, ลูกแพร, เชอร์รี่, ลูกพีช สีน้ำตาลเข้ม บนพื้นสีทึบน้ำตาลอมส้มแบบไล่โทนสี ที่ฝรั่งเรียกว่า gold-brown บางก็เรียกชื่อลายนี้ว่า “Orchard”, “butterscotch”, หรือ “brown fruit” ลายนี้เริ่มผลิตครั้งแรกเมื่อปี 1960 ชุดสามใบของน้องจอยนี้มี #401 (750 ml), #402-1.5 L., และ #403-2.5 L.

 

ส่วนใบเล็กอีกใบ#401 ลาย Forest Fancies หรือที่ nakoi มักจะเรียกว่าลายเห็ดนั้น เป็นลายที่เริ่มผลิตในปี 1983 ตัวลายจะเป็นสารพัดเห็ดสีน้ำตาลแก่บนพื้นหลังสีน้ำตาลอ่อน ใบนี้เป็นใบเล็กสุดในชุดสามใบของลายนี้ บางคนก็เรียกลายนี้ว่า “Forest mushrooms” หรือ “Brown Forest” ก็มี

 

ถ้วยใบเล็กสุดน่าจะเป็นถ้วยซุปใบนี้ (ใบบนสุดในรูป) เป็นลายมาตรฐานทั่วไปของไพเร็กซ์ในประเภทที่เรียกว่า Tableware ชื่อว่าลาย “Copper Filigree” ตัวลายเป็นลายช่อม้วนเข้าออกแบบที่เรียกว่า scrollwork สีน้ำตาลออกทองแดง อยู่ตามส่วนขอบภาชนะ ลายนี้มีหลายชื่อเช่นกัน มีทั้งที่เรียกว่า  Brown Filigree, Brown Scroll, Brown Floral, และอื่นๆ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต ซึ่งรวมทั้งบริษัท Anchor Hocking ที่ผลิตแก้วรายใหญ่ของอเมริกาด้วย

 

ดีใจกับน้องจอยด้วยคะ ที่ไพเร็กซ์ได้เริ่มมาเพาะเชื้อในบ้านน้องแล้วคะ ขอให้สนุกสนานกับการตามล่าหาไพเร็กซ์นะคะ แล้วเอามาอวด nakoi อีกนะคะ

“เมี่ยงคำ” ในถาดเงินใบงาม


 

กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงง….

Nakoi:   สวัสดีคะ….บลาๆๆๆๆๆๆ…..

พี่นวล:    บลาๆๆๆๆๆๆ……….วันนี้พี่ทำเมี่ยงคำ โอ้โห! อร่อยน่าดู อาจารย์อีเมลล์รูปให้ก้อยดูด้วย

Nakoi:   งั้นเปิดดูเดี๋ยวนี้เลย………..โอ้โห!  น่าทานมากเลยพี่

พี่นวล:    อาจารย์ไปได้ถาดใบสวยมา

อาจารย์กมล:   ผมเพิ่งได้ถาดเงินใบนี้มาจากโบสถ์ มาขัดเข้าหน่อย สวยเงาวับเลย

Nakoi:   สวยคะ สวย….เจ๋ง….มากเลยคะ แพงมั้ยคะ

 

อาจารย์กมลก็เล่าให้ฟังต่ออีกว่า เมื่อวานตอนเช้า ไปการาจเซล (Garage Sale) กับอาจารย์คเณศ เจอถาดเงินใบนี้ที่โบสถ์ เห็นว่าเป็นหลุมๆ สวยดี ข้างใต้มีแป้นหมุนได้ ราคาถู๊กถูก……โดนใจมาก ก็เลยจ่ายเงิน แล้วหันหลังเดินกลับออกไป แต่คนขายเรียกไว้ อาจารย์บอกว่าไม่อยากจะหันกลับไปเลย กลัวว่าคนขายจะเปลี่ยนใจ………..แต่แล้ว……….ก็หันหลังกลับไป คนขายวิ่งตามเอาถาดแก้วคริสตัล สำหรับใส่ในหลุมมาให้ครบทุกหลุม รีบคว้าใส่ถุงกลับออกมาทันที…..

 

พอถึงบ้าน….ก็เป็นเวลาชื่นชมข้าวของที่เพิ่งได้มา ปัด, เช็ด, ขัด, และถู ทั้งฝุ่นและคราบต่างๆ เจ้าถาดเงินใบนี้ก็ฉายแววงามหยดย้อยขึ้นมาทันที ทำให้อาจารย์คิดถึง “เมื่ยงคำ” ขึ้นมาโดยปัจจุบันทันด่วน แล้วพี่นวลกับอาจารย์คเณศก็ลงมือช่วยกันหั่นมะพร้าว เตรียมเครื่องเคียงกันคนละไม้คนละมือ

 

 

Nakoi:   ยี่ยมมากคะพี่นวล…เห็นรูปแล้วน้ำลายไหลย้อยสามหยดเลยคะพี่  ฝีมือพี่นวลเนี่ย รับประกันความอร่อยอยู่แล้ว

 

พี่นวลเจ้าสำรับเมี่ยงคำสูตรพิเศษ

พี่นวลเจ้าตำรับเมี่ยงคำสูตรพิเศษ

 

 ว่าแล้ว Nakoi ก็เลยได้โอกาสขออนุญาติพี่นวลเอาสูตรน้ำเมี่ยงคำ มาแบ่งปันให้กับคนรักอาหารไทยพื้นบ้านแบบโบราณกันเลย พี่นวลก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด แล้วก็เลยขออนุญาตนำภาพถ่ายที่อาจารย์กมลส่งมาให้ มาประกอบให้ดูเลยแล้วกัน จะได้เห็นทั้งถาดใบงามและเมี่ยงคำแสนอร่อยไปพร้อมๆ กันเลย

 

เครี่องปรุงสำหรับเครื่องเคียง

  • มะพร้าวแก่หั่นฝอย ผึ่งค้างคืนไว้สักหนึ่งคืน แล้วคั่วให้เหลืองหอม
  • ถั่วลิสงคั่ว
  • หัวหอมหั่นสี่เหลื่ยมลูกเต๋าเล็กๆ
  • ขิงหั่นสี่เหลื่ยมลูกเต๋าเล็กๆ
  • กุ้งแห้ง
  • พริกขี้หนู
  • มะนาวหั่นสี่เหลื่ยมลูกเต๋าเล็กๆ
  • ใบทองหลาง
  • ใบชะพลู

 

เครื่องปรุงน้ำเมี่ยงคำ

  • มะพร้าวที่คั่วแล้ว
  • ข่า
  • กะปิหยิบมือ
  • น้ำตาลปีบ
  • น้ำปลานิดหน่อย
เมี่ยงคำ พร้อมเครื่องเคียงครบครัน จากแอลเอ, ภาพโดยอาจารย์กมล

เมี่ยงคำ ครบเครื่อง จากแอลเอ, ภาพโดยอาจารย์กมล

 

 

วิธีทำน้ำเมี่ยงคำ

  • หั่นข่าบางๆ แล้วนำไปคั่วพอเหลือง แล้วตำให้แหลก ใส่กะปินิดหนึ่ง
  • น้ำตาลปีบตั้งไฟเคี่ยว ใส่น้ำปลานิดหน่อย
  • ใส่ข่าที่ตำแหลกพร้อมกะปิ คนให้เข้ากัน
  • ใส่มะพร้าวคั่ว เพื่อให้น้ำเมี่ยงข้น แล้วก็คน คน คน………………..ถ้าข้นมากไปให้เติมน้ำได้นิดหน่อย

 

เป็นอันเสร็จเรียบร้อย รสชาติของน้ำเมี่ยง Nakoi คิดว่าเราควรให้เข้มข้นหน่อย เพื่อจะได้ออกรสถึงใจ เมื่อไปผสมกันในปากกับเครื่องเคียงหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรสเปรี้ยวของมะนาว, เผ็ดพริกขี้หนูหน่อยๆ, หอมกลิ่นมะพร้าว แล้วยังได้กลิ่นคาวของกุ้งแห้งบวกกับกลิ่นกะปิอ่อนๆ ตามมาอีก…………อือฮือ…………..ทั้งถั่ว และทั้งมะพร้าวคั่ว…………นี่ขนาดแค่จินตนาการนะเนี่ย…..อืมมมมมม……เคี้ยวมันส์…………อย่าบอกใครเชียววววววววววววววววววว

Big Dune….Big Scary


บันทึก 21 เมษายน 2552

 

วันนี้ Nakoi เตรียมทำผัดพริกลูกชิ้นปลาใส่ถั่วฝักยาวหั่นฝอยหนึ่งหม้อ พร้อมข้าวสวยอีกหนึ่งหม้อ น้ำดื่ม, ขนม และผลไม้ อีกพร้อม พวกเรา อันประกอบไปด้วย Nakoi, พี่หมาย, อาจารย์กมล, พี่นวล, พี่โต้ง, และคณะอาจารย์ศิลปะจากเมืองไทย(อาจารย์คเณศ, อาจารย์ฉลอง, พี่สาธิต, หน่อง, และสุริยา) ตกลงกันว่าเราจะไปเที่ยวและเขียนรูปกันที่ Ghost Town Rhyolite เมื่อข้าวของพร้อม อุปกรณ์เขียนรูปพร้อม เราก็ออกเดินทาง ระหว่างทางก่อนถึงเราผ่าน Sand Dune ขนาดใหญ่ สวยแปลกตา บนเส้นทางสาย US 95 มีป้ายติดไว้ว่า “Big Dune” อาจารย์กมลตั้งใจว่า เดี๋ยวขากลับจะแวะเขาไปดูซะหน่อย

 

Photo by SLGibbs

"Big Dune" Photo by SLGibbs

 

 

เมื่อไปถึง Ghost Town อากาศเริ่มร้อน ประกอบกับในบริเวณนั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่แม้นแต่ต้นเดียว จึงทำให้รู้สึกร้อนมากกว่าปกติ แถมยังไม่มีผู้คนอีกด้วย สมกับเป็นเมืองผีซะจริงเชียว ไอ้ที่คิดว่าจะไปนั่งเขียนรูปเป็นอันตกไป หรือแม้นแต่จะหาร่มไม้นั่งทานข้าวกลางวันก็ยังไม่มี ครั้นพอเจอร่มเงาเข้าหน่อย กำลังจะจัดเตรียมสำรับอยู่เชียว อาจารย์กมลก็ทักว่า “อย่าทานข้าวที่นี่เลย” มันวังเวง เดี๋ยวเขาจะมาขอทานด้วย แล้วจะบ่นเราได้อีกว่า “มันกินไรกันว่ะ รสชาติแปลก เผ็ดอีกตะหาก” พวกเราก็พากันหัวเราะงอหายกับมุขนี้ จึงรีบขับรถกันออกมา หลังจากที่เดินดูรอบๆ กันแล้ว และมาแวะทานข้าวกันที่สวนสาธารณะในตัวเมืองแทน

 

เหมืองทองร้างที่เมือง Rhyolite

เหมืองทองร้างที่เมือง Rhyolite

 

 

ระหว่างทางกลับเราก็ได้แวะเข้าไปตามป้ายทางเข้าที่บอกว่า  “Big Dune” ทางเข้าเป็นทางหินดินทรายที่ขรุขระคล้ายลูกรังบ้านเรา แต่สีไม่แดง ลักษณะถนนเป็นแบบทางขวัญใจพวกขาลุย Off Road แต่สำหรับรถอย่างพวกเรานั้น ไม่สนุกเอาซะเลย แถมลุ้นซะอีก เพราะไม่มีรถใครสักคัน นอกจากรถเรา ยิ่งขับไปแทนที่จะเข้าใกล้ Dune กลับยิ่งห่างออก….ห่างออก……….. จนเราต้องวนรถกลับมาทางเดิม และขับเข้าไปในทางแยกอีกทาง เจอรถคันหนึ่ง จอดตั้งแค้มป์แบบค้างคืนอยู่เพียงหนึ่งรายเท่านั้น

 

พอหาที่จอดรถเหมาะๆ ได้แล้ว เราก็ลงมาจัดแจงหาที่เฉพาะตัว เขียนรูปกันตามอัธยาศัย วันนี้โชคดีที่ไม่มีลม แต่ก็ร้อนใช้ได้ถ้าไม่ได้อยู่ในร่ม  เราอาศัยร่มเงาจากตัวรถ นั่งเขียนรูปกันได้สักพัก ได้มาคนละรูปสองรูป พร้อมกับถ่ายภาพเป็นที่ระลึก แล้วก็จากมา……….ก่อนจาก……… หลายคนพากันหามุมปล่อยทุกข์กัน แล้วอาจารย์ฉลองก็เตือนให้บอกเจ้าที่เจ้าทางซะหน่อย แถมยังพูดขึ้นว่า “แล้วเราจะบอกเป็นภาษาไรกันดีหว้า…………..”

 

เขียนรูปกันกลางทะเลทราย ที่ Big Dune, Amagosa, NV

เขียนรูปกันกลางทะเลทราย ที่ Big Dune, Amagosa, NV

 

 

บรรยากาศรอบๆ Big Dune

บรรยากาศรอบๆ Big Dune

 

ขากลับออกจาก Big Dune ระยะทางออกสู่ถนนใหญ่ US 95 เพียงแค่สี่ไมล์เศษๆ ที่แสนยาวไกลเมื่อตอนขาเข้า มันช่างเร็วกว่ากันเกือบครึ่งเห็นจะได้ แต่หน้าตาหลายคนก็บอกว่าดีใจที่ออกมาพ้นได้ เมื่อขับรถอยู่บนถนนใหญ่ได้สักพัก พี่โต้งก็เริ่มรู้สึกว่ารถมันสั่นขึ้น สั่นขึ้นเรื่อยๆ………แบบผิดปกติ………. แกลองเหยียบคันเร่ง รถก็เร่งขึ้นได้แต่พวงมาลัยเริ่มสั่นๆ แรงขึ้น และแรงขึ้น………. ทำให้ต้องจอดรถดู ตอนนั้นเป็นเวลาใกล้ทุ่มแล้ว พวกเราช่วยกันลงไปดูล้อรถทั้งสี่ด้าน พี่หมายดูล้อหลังด้านขวา พี่โต้งเดินดูรอบๆ แล้วแกก็ว่าไม่มีไร ไปเถอะเดี๋ยวมืด แต่พี่หมายบอกเดี๋ยวๆ พี่………….แกหมุนน๊อตที่ล้ออยู่ เพราะแกจับดูแล้วรู้สึกว่ามันหลวม แล้วก็รีบวิ่งขึ้นรถแทบไม่ทัน………. พอเริ่มออกรถ…..อาการเดิมก็เริ่มขึ้นอีก คราวนี้พี่โต้งลองเหยียบคันเร่งอีก พวงมาลัยสั่นมากเลยคะพี่น้อง………..สักพักสุริยาที่นั่งอยู่ทางด้านหลังทางซ้ายมือ เห็นอะไรหลุดกระเด็นออกไปจากรถ….พี่โต้งต้องจอดรถทันที…….. แล้วทุกคนก็กรูกันลงไปดูที่ทางด้านซ้ายหลังของรถ ที่ล้อ……….ทุกคนพบว่า………..น๊อตที่ติดกระดุมล้อนี่เอง ที่หลุดกระเด็นออกไป น๊อตที่ติดไว้หกตัว เหลืออยู่เพียงสามตัว แถมหลวมสุดๆ สุริยาวิ่งไปเก็บน๊อตตัวที่กระเด็นหลุดออกไป หน่องซึ่งเป็นคนที่รู้เรื่องรถราดีเยี่ยมคนหนึ่งในคณะ บอกอาการได้อย่างชัดเจน น๊อตตัวที่เก็บได้ หักขาดออกโดยส่วนที่เหลือคาอยู่ในช่องที่ติดล้อ แรงเหวี่ยงของรถที่กระแทกมันช่างรุนแรงซะจนทำให้น๊อตเหล็กตัวใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบหนึ่งนิ้วขาดกระเด็นหลุดออกไปได้ เราจะทำไงกันดี รถไม่มีล้อจะวิ่งไปได้ยังไง……..

 

 

ผลงานภาพสีน้ำที่ Big Dune ของศิลปินใหญ่คะ

ผลงานภาพสีน้ำที่ Big Dune ของอาจารย์กมล

 

บนถนนกลางทะเลทราย ในเวลาที่ใกล้มืดแล้ว ไม่มีบ้านช่องผู้คน หรือร้านรวงใดๆ ทั้งสิ้น จะไปหาร้านซ่อมรถจากที่ไหนได้ เหลือระยะทางอีกหกสิบไมล์จึงจะถึงตัวเมืองลาสเวกัส…..จะทำยังไงกันดี……หน่องตรวจดูอาการแล้ว เห็นว่าน๊อตที่ยังเหลืออยู่สามตัวนั้น จะต้องย้ายมาติดให้อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกันข้ามกันหมด ซึ่งจะพอทำให้ช่วยพยุงล้อไปได้ และถ้าวิ่งไปด้วยความเร็วไม่เกินสามสิบไมล์ก็จะพอวิ่งพาล้อเจ้ากรรมนี้ไปได้จนเข้าเมือง หาซื้ออะไหล่และหน่องก็จะใส่น๊อตกลับเข้าไปได้ครบทุกตัว ไอ้ที่จะหาร้านซ่อมรถคงจะยากเพราะคงจะปิดกันไปหมดแล้ว เราประมาณเวลาดูแล้ว เห็นว่าน่าจะขับรถถึงในเมืองตอนประมาณสามทุ่มกว่า……………พี่โต้งเดินตรวจล้ออื่นๆ แล้วก็พบว่าน๊อตที่ล้ออื่นๆ ก็หลวมเช่นกัน จึงขันให้แน่นหมดทุกตัว แล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อ ด้วยความเร็วไม่เกินสามสิบไมล์ต่อชั่วโมง…………………ตอนนี้ใครๆ ในรถจะนั่งท่องนะโมกันมาหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ………จนเข้าเมืองได้…………….เย่…………. และแวะร้านขายอะไหล่ที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ร้านที่ว่านี้ก็ดันมีติดร้านอยู่แค่สองตัวเอง……ต้องตระเวนหาไปอีกสองร้านจึงจะได้น๊อตครบตามต้องการ………………แล้วเราก็ถึงบ้าน……..ด้วยความตื่นเต้นและหิวโซ……………หน่องกับคนอี่นๆ ช่วยกันซ่อมรถจนสำเร็จเรียบร้อยไปได้ด้วยดี…………..พี่โต้งบอกว่า พี่เก็บหินภูเขาไฟก้อนขนาดเกือบเท่าลูกฟุตบอลมาจาก Big Dune  หนึ่งก้อน สงสัยพรุ่งนี้ต้องเอาไปคืนซะแล้วววววววว………….กร๊ากกกกกกกกกกกกก……

อาหารโบราณ “ขนุนคั่ว”


spicy jack fruit

 

 

 

เป็นอาหารพื้นบ้านแบบโบราณจานอร่อยอีกหนึ่งจาน ที่ Nakoi ได้ลองแล้วเกิดอาการติดใจ ทำทานไปหลายครั้งแล้ว เมื่อเล่าขานให้ใครๆฟัง เขาก็พากันถามไถ่ว่ามันเป็นอย่างไร อยากจะลองชิมบ้าง หรืออยากจะลองทำดูบ้าง
“ขนุนคั่ว” ตำรับนี้ สูตรดั้งเดิมเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ได้ชิมมาจากคุณสามีของ Nakoi เป็นผู้เริ่มแนะนำ และทำให้ทาน แต่มันก็จะเพี้ยนๆ ไปจากของเดิมบ้างนิดหน่อย (แบบตามใจฉัน) รสชาติอาหารจานนี้ จะเป็นอาหารคาวที่ไม่เผ็ด ไม่จัดจ้าน แต่กลมกล่อมแบบพื้นเมือง ทำง่ายนะคะ ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนอะไร

เครื่องปรุง

• ขนุนอ่อนหันเป็นชิ้นเล็กต้มให้สุก หรือจะใช้ขนุนกระป๋องก็ได้สักสองกระป๋อง ประมาณ 1 กิโลกรัม
• หมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นเล็กพอคำ (ถ้าไม่ชอบมัน ใช้เนื้อหมูธรรมดา หรือไม่ใส่หมูก็ได้)
• ปลาแห้งป่น ¾ ถ้วยตวง
• หอมแดง 3-4 หัว
• กระเทียม 3-4 กลีบ
• พริกไทย 10 เมล็ด
• พริกแห้ง 2-3 เม็ด (ถ้าชอบเผ็ดมาก ก็ใส่มากหน่อย)
• กะปิหยิบมือหนึ่ง
• น้ำปลาหรือเกลือ
• ใบมะกรูดหั่นฝอยเยอะหน่อย

วิธีทำ

• สับขนุนให้ละเอียด
• ตำหอมแดง, กระเทียม, พริกไทย, พริกแห้ง, พริกไทย, และกะปิ ให้เข้ากัน
• ผัดเครื่องที่ตำไว้ในกระทะที่มีน้ำมันร้อนจัดจนเครื่องหอม
• ใส่หมูลงผัดให้สุก
• ใส่ขนุนสับลงผัด (ขนุนจะดูดน้ำมันแห้ง) ใส่ปลาแห้งป่น ผัดให้เข้ากัน
• ปรุงรสด้วยน้ำปลา หรือ เกลือ
• ชิมรสชาติกลมกล่อม ตามชอบ
• โรยด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย ผัดให้เข้ากัน

ทานขณะยังร้อนๆ อยู่นะคะ จะได้กลิ่นหอมของปลาแห้ง, หอม, กระเทียม, พริกไทย, พริกแห้ง และได้กลิ่นใบมะกรูดแรงโดดโชยออกมา เคี้ยวเนื้อขนุนที่นุ่มลิ้น แต่แทรกด้วยความขรุขระของมะกรูดฝอยกับเนื้อปลาป่น และเนื้อหมูติดมัน ทานกับข้าวสวยร้อนๆ นะ เคี้ยวแบบกลืนหาย กลืนหาย แทบไม่รู้ตัวว่าอิ่มเลยนะคะ อร่อยไปอีกแบบค่ะ

 

ปล. Nakoi ลืมไปได้ไงก็ไม่รู้ว่าอาหารจานนี้ ถ้าจะให้เด็ดขึ้นไปอีกต้องทานกับพริกขี้หนูทอด ต้องมีคนเตือนถึงสองคนเชียวนะ ขอบคุณคุณ Toba และน้อง Kay ka ka ที่ช่วยเพิ่มเติมให้คะ

Originally uploaded by Nakoi

“Pot Luck” Party แห่ง Farm Luck


 “Good foods and good friends always come together” ขออนุญาตยืมประโยคนี้มาใช้คะ สำหรับวันเสาร์ที่ผ่าน ที่หลายคนอ้างว่า เป็นวันแห่งความรัก เพื่อนๆก็เลยพากันหาเรื่องมาร้องเพลงเล่นกัน หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานหลายเดือน

 

 

Good foods from good friends

Good foods from good friends

 

เพื่อนๆ ที่มามีด้วยกันสองครัว กับอีกหนึ่งคนคะ แต่ละครัวก็จะทำอาหารมาร่วมกัน แบบที่เรียกว่า “Pot Luck” ส่วนNakoi ได้เพื่อนอาวุโสท่านเดิม พี่เล็ก หรือ Chef Alex มาทำเมนูอาหารอิตาเลี่ยนให้สองรายการ คือ ขนมปังกระเทียม กับ Fettuccine Alfredo สำหรับครัวพี่มด ก็ได้น้องมลศรีภรรยาทำ “ข้าวคลุกกะปิ” และน้ำองุ่นเน่าเจ้าประจำจากพี่แป๊ะ

 

“ข้าวคลุกกะปิ” โดยฝีมือของน้องมล นั้น หน้าตาดี รสชาติเริ่ดคะ อาหารจานนี้ถือว่าเป็นอาหารโปรดจานหนึ่งของ Nakoi ที่ทำไม่ยากเลย เพียงแต่มีเครื่องเคราหลายอย่างสักหน่อย น้องมลไม่ได้บอกว่าเธอทำยังไงบ้าง แต่ Nakoi ขออนุญาตน้องมลแทรกวิธีทำแบบง่ายๆ ของ Nakoi ไปหน่อยแล้วกันนะคะ เผื่อว่าใครอยากทราบ

 

 

ข้าวคลุกกะปิ ฝีมือน้องมลแห่งบ้านหนองไผ่

ข้าวคลุกกะปิ ฝีมือน้องมลแห่งบ้านหนองไผ่

 

วิธีทำ

  1. ผัดข้าว ใครจะคลุกข้าวกับกะปิก่อนผัด หรือไปคลุกกันในกะทะก็แล้วแต่สะดวก แต่เวลาผัดให้ใส่กระเทียมเจียวในน้ำมันนิดหน่อย แล้วผัดกะปิให้กลิ่นโชยสักพักแล้วใส่ข้าวลงไปคลุก เหยาะพริกไทยนิดหน่อย เป็นอันใช้ได้คะ
  2. หมูหวาน ให้หั่นหมูชิ้นเล็กๆหน่อย เจียวกระเทียมในน้ำมันให้หอมเหลือง แล้วใส่หมูลงผัดให้สุก ใส่น้ำตาลปีบน้ำปลา เคี่ยวสักพัก (ถ้านานมากหมูจะแข็ง) เป็นอันใช้ได้อีกเช่นกันคะ
  3. ทอดไข่เจียวให้บางๆ แล้วหั่นฝอย และทอดกุ้งแห้งให้กรอบโดยใส่น้ำมันแค่พอคลุกคลิกเท่านั้น ถ้าใครชอบเผ็ดก็ทอดพริกแห้งไว้ด้วยนะคะ
  4. ส่วนผักก็มีมะม่วงสับ หรือบางครั้ง Nakoi หามะม่วงไม่ได้ ก็ใช้แอบเปิ้ลเขียวแทนคะ ถ้ารสมะม่วงไม่เปรี้ยวก็บีบมะนาวเพิ่มได้ ส่วนผักอื่นๆ ที่ใช้เป็นเครื่องเคียงก็มีแตงกวา ต้นหอม และผักชีโรยหน้าคะ    

 

แค่นี้ก็จัดใส่จานได้แล้วคะ อาหารจานนี้อร่อยแบบครบห้าหมู่ และดีต่อสุขภาพกาย, ปาก, และตาของผู้บริโภคคะ

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ Nakoi อยากจะอวดฝีมือน้องมลด้วยคะ เนื่องจากเธอเป็นคนที่ไม่ชำนาญเรื่องการทำอาหาร แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องทำอาหารเมื่อต้องไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร กลางทะเลทรายแบบลาสเวกัส ทำให้ฝีมือการปรุงอาหารของเธอพัฒนาไปได้อย่างดีเยี่ยม ขอปรบมือให้น้องมลคนเก่งแห่งบ้านหนองไผ่คะ

 

จานต่อมาคะ “ขนมปังกระเทียม” ฝีมือ Chef Alex แห่งซอยอารีย์

เครื่องปรุง

  1. ขนมปังฝรั่งเศส (แบบก้อนเล็กนะคะ)
  2. Unsalted butter
  3. Parmesan chesses
  4. มะเขือเทศตักไส้กลางและเมล็ดออก แล้วหั่นชิ้นเล็กมาก
  5. กระเทียม
  6. พริกไทย
  7. Parsley สับ บีบน้ำออกจนแห้ง
 ขนมปังทาเนยที่อบแล้วเหลืองทั้งสองด้าน

ขนมปังทาเนยที่อบแล้วเหลืองทั้งสองด้าน

วิธีทำ

  1. หั่นขนมปังเป็นชิ้น ทาด้วยเนยที่ละลายแล้วให้ทั่วทั้งสองด้าน เอาไปอบ (Broil) ด้วยไฟ 350 องศา ให้เหลืองสวย ทั้งสองด้าน
  2. ผสมเนย, กระเทียมสับ, ,มะเขือเทศ, Parsley สับที่บีบน้ำออกหมดแล้ว, พริกไทย, และ Parmesan Chesses
  3. ทาบนขนมปังที่อบแล้วครึ่งหนึ่ง
  4. ขนมปังที่เหลืออีกครึ่ง เอามาทาด้วยกระเทียมที่หั่นครึ่งกลีบแล้วทาให้ทั่วขนมปัง แล้วโรยหน้าด้วย Parmesan Chesses
  5. นำขนมปังข้อ 3 และ 4 ไปอบให้เนยละลายอีกพักหนึ่ง (ประมาณห้าถึงแปดนาที)

 

ขนมปังกระเทียมที่อบและใส่หน้าเรียบร้อยแล้วทั้งสองแบบ

ขนมปังกระเทียมที่อบและใส่หน้าเรียบร้อยแล้วทั้งสองแบบ

เท่านี้ก็พร้อมทานแล้วคะ….ร้อนๆ…ทานกับสลัด และพาสต้าได้คะ

 

จานสุดท้ายคือ “Fettuccines Alfredo” ฝีมือ Chef Alex อีกเช่นเคยคะ

เครื่องปรุง

  1. เส้น Fettuccines ต้มให้สุกในน้ำผสมน้ำมัน
  2. Heavy Cream หรือ Half and half
  3. Parmesan chesses
  4. Unsalted butter
  5. White wine
  6. เนื้อสัตว์ที่ใช้ จะเป็นพวกของทะเล หรือไก่ ก็แล้วแต่ชอบ ลวกให้พอสุข
  7. เกลือและพริกไทยขาว ปรุงรส
  8. แป้งสาลี
  9. กระเทียมสับ

 

Fettuccines Alfredo ที่พร้อมเสริฟ

Fettuccines Alfredo ที่พร้อมเสริฟ

วิธีทำซอส Alfredo

  1. ผัดกระเทียมสับในเนยที่ละลาย
  2. ใส่ครีมหรือนม half & half แล้วเติมพริกไทยขาว พอเดือด
  3. ใส่ white wine, เกลือ, และ Parmesan chesses ชิมรสตามชอบ
  4. ใส่แป้งสาลีนิดหน่อยเพื่อให้ซอสข้นขึ้น
  5. ใส่เนื้อสัตว์ที่ลวกสุกไว้แล้ว

 

เวลาทานคลุกเส้น Fettuccines ที่ต้มสุกแล้วกับซอส Alfredo เสริฟขณะยังร้อนๆ จะอร่อยคะ รสชาติของอาหารจานนี้ออกจะมันๆ เค็มๆ นะคะ

 

ค่ำคืนนั้นจบปาร์ตี้ด้วยเสียงเพลงเหมือนเช่นเคย “Good foods and good friends always come together” และก็แยกจากกันไปยังบ้านใครบ้านมัน….ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เขียนอย่างไรให้โดนใจ….Résumé for Visual Artists


มีเหตุจำเป็นที่ทำให้ต้องเขียน “Artist Résumé” อยู่หลายครั้ง (เขียนให้ศิลปินท่านอื่นๆ นะคะ) แบบผิดบ้าง ถูกบ้าง ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง จน Nakoi คิดว่า เราควรจะค้นคว้าดูบ้าง แล้วก็ทำมันซะให้ถูก ตามพิมพ์นิยมแบบที่ชาวบ้านชาวช่อง และผู้เชี่ยวชาญเขาให้การยอมรับ แสดงถึงความเป็นศิลปินมืออาชีพ ผู้ที่อยู่ในระดับแถวหน้าของวงการ….มิให้เสียชื่อศิลปินไทย….ฮ่า ฮ่า ฮ่า

 

Nakoi ไปค้นเจออันหนึ่ง อ่านแล้วน่าสนใจ เลยคิดว่าเอามาแบ่งให้คนอื่นๆ บ้างท่าจะดี…..สำหรับศิลปินท่านใดที่ยังงงๆ อยู่ว่าจะเริ่มจับแพะชนแกะยังไง ลองดูอันนี้นะคะ เผื่อว่าจะโดนใจบ้าง ถ้าใครรู้แล้ว และมีอะไรเพิ่มเติม จะมาบอก Nakoi บ้าง ก็จักเป็นพระคุณอย่างยิ่งคะ……….

 

ข้อเขียนอันนี้เป็นของหน่วยงานด้านศิลปะหน่วยหนึ่งของรัฐเมน  ที่มีชื่อว่า “Maine Art Commission” ผู้เขียนใช้ชื่อว่า “Susan Myers” เธอขึ้นต้นหัวข้อไว้ได้น่าสนใจทีเดียว เธอใช้ชื่อว่า “Get it Right the First Time: An Introduction to Creating Your Artist Résumé” แค่ชื่อก็ขอบอกว่า “ใช่” เลยคะซูซาน เพราะว่า Résumé ของคุณจะต้องดึงดูดคนอ่านไว้ให้ได้ตั้งแต่แรก

 

Susan ไม่ได้เขียนไว้ให้สำหรับเฉพาะศิลปินด้านทัศนศิลป์เท่านั้น เธอยังรวมถึงศิลปินด้านการแสดง, ถ่ายภาพ, และนักเขียน อีกด้วย ซึ่งก็มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่ต่างกันไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ Nakoi จะขอสรุปมาแต่เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับศิลปินด้านทัศนศิลป์เท่านั้นคะ….

 

เธอเริ่มว่า “ใช่” ศิลปินจะจัดรูปแบบการเขียนอย่างไรก็ได้ แต่….แต่….มันก็มีหลักสำคัญๆ ที่ศิลปินจะต้องคำนึงถึง ดังนี้

1. ความยาวของ Résumé ไม่ควรจะยาวเกิน 4 หน้ากระดาษ บางครั้งศิลปินอาจจะทำเป็นสองแบบ คือ แบบหนึ่งหน้ากระดาษ (ย่อ) และแบบยาว (เต็ม) เพื่อจะได้เลือกใช้ในแต่ละโอกาส

 

2. เนื้อหาต้องสามารถอ่านง่าย

     a. ใช้แบบตัวอักษรที่เรียบง่าย เป็นมาตราฐาน เช่น Arial, Times Roman, หรือ Courier เป็นต้น และขนาดตัวอักษรไม่ควรเล็กกว่า 10 pt.

     b. พิมพ์ออกมาอย่างชัดเจน บนกระดาษพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยงกระดาษพิมพ์ สีขาว หรือสีครีม

 

3. เมื่อเขียนเรียบร้อยแล้ว แนะนำอย่างยิ่งให้หาคนช่วยอ่าน เพื่อตรวจสอบข้อผิดพลาด เช่น พิมพ์ผิด, ข้อมูลผิด, หรือ เขียนสับสน คนอ่านไม่เข้าใจ

 

4. ใส่วันที่ไว้ที่มุมบนขวามือ เพื่อว่า….วันที่นี้จะแสดงให้ตัวศิลปินรู้ว่าท่านได้ปรับปรุงข้อมูลของท่านล่าสุดเมื่อใด และผู้อ่านจะได้ทราบว่าข้อมูลของตัวท่านนั้น เป็นข้อมูลล่าสุดหรือไม่

 

5. ศิลปินบางท่าน จัด Résumé ของตนเองไว้ในรูปแบบของไฟล์แนบ เพื่อการส่งทางจดหมายอิเลคทรอนิคส์ (e-mail) เพราะบางครั้งศิลปินก็จำเป็นต้องส่งใบสมัครเพื่อการขอรับทุนไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สะดวกและรวดเร็วในการสื่อสารระดับต่างประเทศ ดังนั้น แบบตัวอักษรที่ใช้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรให้เป็นแบบมาตราฐานทั่วไปตามที่กล่าวแล้วในข้อ 2a

 

6. ปรับปรุงข้อมูลใน Résumé ของท่านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความสะดวก เสมือนท่านได้เตรียมพร้อมเสมอสำหรับการขอรับทุนต่างๆ, ขอแสดงงาน, หรือการสร้างหรือขยายงานต่างๆ (Commission) ศิลปินต้องระลึกอยู่เสมอว่า Résumé นี้จะเป็นเสมือนเครื่องแสดงถึงพัฒนาการของท่านตลอดไปในฐานะที่ท่านเป็นศิลปิน ทั้งนี้ในการปรับปรุงแต่ละครั้งนั้น อาจมีการตัดทอนข้อความที่ไม่จำเป็น ไม่เกี่ยวข้องออกไป่บ้าง ก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ

 

7. โดยทั่วไปแล้ว Artist Résumé จะถูกจัดแบ่งไปตามหัวข้อ หรือประเภทของข้อมูล ที่ศิลปินต้องการบอกเกี่ยวกับกิจกรรมด้านทัศนศิลป์ของตน

      a. ในแต่ละหัวข้อหรือประเภท ให้มีเครื่องหมายแยกข้อตามรายการในแต่ละประเภท โดยเรียงลำดับตามวันที่ จากปัจจุบันลงไป และสรุปแต่เพียงเนื้อหาโดยย่อที่พอเข้าใจได้

      b. หัวข้อหรือประเภทควรจะมีความโดดเด่น ด้วยการขีดเส้นใต้, พิมพ์ตัวหนา, หรือพิมพ์ตัวเอียง เป็นต้น

 

ส่วนของเนื้อหาใน Résumé นั้น ควรจะประกอบไปด้วย

 

1. Name and Contact Information; ชื่อและที่อยู่ของศิลปินที่สามารถติดต่อได้

     a. ซึ่งควรจะอยู่ด้านบนสุดไม่ว่าจะเป็นด้านขวา, ด้านซ้าย, หรือตรงกลางหน้ากระดาษ

     b. ขนาดตัวอักษรควรมีขนาดใหญ่กว่าข้อมูลในส่วนอื่นๆ

     c. ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ และ/หรือ ที่อยู่ที่สามารถติดต่อทางไปรษณีย์, บ้านพัก, และสถานที่ทำงาน, หมายเลขโทรศัพท์, โทรสาร, อีเมลล์ และเว็บไซด์ (ถ้ามี)

 

2. Education; การศึกษา มักจะเป็นหัวข้อแรกใน Résumé เสมอ แจ้งรายการวุฒิการศึกษา, สถานศึกษา และ ช่วงเวลาที่ทำศึกษา โดยเรียงจากปีล่าสุดลงไป ทั้งนี้รวมทั้งการเข้าศึกษาในสถาบันต่างๆ ที่มิได้สำเร็จตามหลักสูตร (ไม่จบ) หรือถ้าศิลปินมิได้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันศิลปะใดๆ ก็สามารถแจ้งรายละเอียดของการทำ workshop หรือการเข้าชั้นเรียนกับครูอาจารย์ หรือการเรียนรู้จากศิลปิน โดยแจ้งชื่อครูอาจารย์ หรือศิลปินท่านนั้นๆ ให้ทราบ

 

3. Honors and Awards/Grants; รางวัลต่างๆ ที่เป็นทั้งประกาศเกียรติคุณ, เงินรางวัล และทุนต่างๆ บางครั้งศิลปินอาจจะแยกหัวข้อทุนต่างๆ ไว้อีกหัวข้อก็ได้ ส่วนรางวัลต่างๆ นั้น หมายรวมถึงรางวัลจากการแข่งขันต่างๆ, การ, ทุนการศึกษา, หรือประกาศนียบัตรต่างๆ เป็นต้น หรืออาจจะรวมถึง การเข้าร่วม workshop พิเศษต่างๆ และการได้รับคัดเลือกในโครงการ artist-in residences ต่างๆ ก็ได้

 

4. Bibliography หมายถึงบันทึกที่เกี่ยวข้องกับตัวศิลปินและผลงานของศิลปิน โดยผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นบทความตามสื่อต่างๆ ทั้งประเภทหนังสือพิมพ์, สูจิบัตรงานแสดง, นิตยสาร, หรือ หนังสือ และรวมทั้งการสัมภาษณ์ทางรายการโทรทัศน์ และวิทยุ แต่ทั้งนี้….บทความที่เขียนโดยตัวศิลปินเอง ไม่ถือว่าจัดอยู่ในหัวข้อนี้

 

5. Professional Affiliations การเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือทำกิจกรรมร่วมกับองค์กร หรือ สมาคม ในระดับท้องถิ่น, ภูมิภาค, ประเทศ, หรือระดับนานาชาติ ถ้ามีตำแหน่งใดในสถาบันนั้นๆ หรือ เป็นอาสาสมัครช่วยงานใดๆ ก็ให้แจ้งรายละเอียดไว้ด้วย

 

6. Related Experience/ Related Work Experience/ Professional Experience ศิลปินจะเลือกใช้ชื่อหัวข้อใดตามแต่ที่เห็นว่าเหมาะสม โดยจะแจ้งรายละเอียดของประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานศิลปะของตน ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงานทางด้านพาณิชย์ศิลป์, การสอนศิลปะ, การเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานด้านที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ, การทำ Work Shop, การบรรยายหรือการนำเสนอในฐานะศิลปิน….ในบางครั้งศิลปินอาจจะใส่รายละเอียดอื่นใด ที่ไม่ตกอยู่ในหัวข้อข้างต้นที่กล่าวมาแล้วในอยู่ในหัวข้อนี้ได้เช่นกัน

 

7. Exhibitions ชี้แจงรายการการจัดแสดงผลงานของศิลปิน โดยบอกชื่องาน, สถานที่จัดแสดง, เมือง,รัฐ, และประเทศ บางครั้งอาจจะแยกเป็นหัวข้อย่อยตามประเภทของการจัดแสดงเป็น Solo (เดี่ยว), Group (กลุ่ม), Juried (ร่วมแสดง) , invitational (รับเชิญ), touring (หมุนเวียน), หรือ Museum show เป็นต้น โดยถ้าเป็นไปได้ ให้แจ้งรายชื่อผู้เป็น curator หรือ juror; ผู้เป็นกรรมการการตัดสินคัดเลือกให้ทราบด้วย

 

8. Collections สามารถแบ่งออกได้เป็น Private Collections, Corporate Collections, หรือ Permanent Public Collection เป็นต้น โดยศิลปินจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของก่อนที่จะเปิดเผยใน résumé’ ของตน

 

9. Other Categories อาจเป็นหัวข้อของ Commission, Residencies, หรือ Installations เป็นต้น โดยให้บอกรายละเอียดของสถานที่ และเวลาให้ชัดเจน

 

 

อย่าลืมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เหมือนที่ Susan ได้ตั้งชื่อไว้ “Get it Right the First Time” ขอขอบคุณ “Susan Myers” สำหรับข้อเขียนที่ดีมีประโยชน์ และขอให้ศิลปินทุกท่านประสบความสำเร็จคะ

ทุนจาก The Pollock-Krasner Foundation สำหรับศิลปินด้านทัศนศิลป์

สลัดไทย…ตำข้าวโพดกะไข่หลอด


มีใครเคยสงสัยบ้างมั้ยว่าข้าวโพดจัดว่าเป็นผัก หรือ ผลไม้???????

 

Nakoi เพิ่งจะมาสงสัยก็อีตอนจะกำลังเริ่มเขียนเมนูจานนี้แหละ พอจะเขียนว่าเป็นผัก ก็เอ่ะใจว่าใช่ผักป่าวหว่า ครั้นจะเขียนว่าเป็นผลไม้ ก็ใช่หรือเป่าหนอ……ลองค้นหาดู……….จนไปเจอว่ามีคนเข้าสงสัยกันอยู่เหมือนกัน…… 

 

จากหนังสือพิมพ์ New York Time ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน 2007 เขียนโดย Nicholas Confessore บอกว่า วุฒิสมาชิกท่านหนึ่งแห่งพรรครีพับลิกันจะประกาศให้ข้าวโพดหวานเป็นผักประจำรัฐนิวยอร์ค แต่ได้รับการคัดค้านจากวุฒิสมาชิกจากฟากพรรคดีโมแครค  ที่กล่าวว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าข้าวโพดจัดอยู่ในประเภทเดียวกับพวกเมล็ดข้าว และถั่ว” เขาใช้คำว่า “Grain” และวุฒิสมาชิกฝ่ายดีโมแครตจะขอประกาศให้ข้าวโพดเป็น “New York State official grain” เอาหล่ะสิ

 

มิสเตอร์มาร์วิน พี พริทส์ กรรมการจากฝ่ายภาคการเกษตรแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ได้กล่าวว่าหลักวิชาการแล้ว วุฒิสมาชิกฝ่ายดีโมแครตพูดถูกว่า “ข้าวโพดไม่ใช่ผัก” เพราะว่ามันมีเกณฑ์มาตราฐานของมันอยู่แล้วว่า ถ้ามันเป็นผลผลิตที่มาจากการผสมพันธุ์ของต้นไม้ มันจะถูกเรียกว่า “ผลไม้” (คือมีการผสมเกสรตัวผู้กะตัวเมีย จนเกิดเป็นผล) อันนี้เขาใช้คำว่า “Reproductive” แต่ถ้ามันเกิดการงอกออกมาโดยเป็นส่วนที่มีชีวิตโดยไม่ได้งอกจากเมล็ด เขาใช้คำว่า “Vegetative” มันก็จะถูกเรียกว่า “พืชผัก” Nakoi เข้าใจเองว่าอย่างเช่นการแตกกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ หรือการงอกต้นใหม่จากใบของต้นคว่ำตายหงายเป็น หรือ เศรษฐีพันล้านหมื่นล้าน นั่นเอง (อันนี้ใครมีความรู้มาบอกหน่อยนะคะ)

 

ถึงแม้นจะมีนักพฤกษ์ศาสตร์อีกท่านกล่าวว่า “ข้าวโพด” ก็เป็นเหมือนผลแห้งอย่างหนึ่ง ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นอาหารประเภทเดียวกับข้าวและถั่วต่างๆ

แต่………มิสเตอร์พริทส์ก็จัดให้ข้าวโพดอยู่ในอาหารประเภทเดียวกับมะเขือเทศ และมะเขือเทศนี้เองที่ผู้คนต่างก็กินมันในฐานะที่มันเป็นผักอย่างหนึ่ง….งงมั้ยคะ

 

ในที่สุดข้อเสนอของวุฒิสมาชิกฟากรีพับลีกันก็ผ่านสภาไปได้ด้วยคะแนนเสียง 46 ต่อ 14 “Sweet Corn is New York State Vegetable”

 

เขาสรุปให้”ข้าวโพด”เป็นผักคะ….แล้วเพื่อนๆ ตกลงใจว่าจะให้เป็นผักหรือผลไม้คะ ต่อไปถ้า Nakoi กินข้าวโพดต้มเป็นของกินเล่น ก็คงนึกว่า เรากินผักต้มเล่นอยู่นะเนี่ย…..ฮ่า ฮ่า ฮ่า……ยังไงซะ”ข้าวโพด” ก็ของดี มีประโยชน์คะ

 

รายการอาหารหลายจานของ Nakoi มักจะมีข้าวโพดแซมด้วย ไม่ว่าจะเป็นประเภทผัด, ต้ม, แกง, หรือ แม้นแต่ยำคะ จานนี้เป็นจานที่ลอกเลียนแบบมาจากเมนูกุ๊กเล็กจากเว็บผู้จัดการ “ส้มต้ำข้าวโพดกะไข่หลอด”แต่ Nakoi ดัดมันไปหน่อย (แค่ดัดเฉยๆ นะ ไม่ได้แปลง) คือ เอาข้าวโพดเป็นหลัก แต่ใส่ไข่หลอดลงไปมากหน่อย

 

ไม่มีอะไรมากนะ ทำง่ายมาก และอร่อยด้วย….เหมือนตำส้มตำปกติ แต่เปลี่ยนจากมะละกอเป็นข้าวโพด แล้วก็ใส่ไข่หลอดลงไปด้วย สีสันจะได้แสบทรวงดี

 

 

ตำข้าวโพดใส่ไข่หล��ด

Thai Salad.....ตำข้าวโพดใส่ไข่หลอด

 

เครื่องปรุง ข้าวโพดต้มหั่น, แครอทฝอย, มะเขือเทศ, กุ้งแห้ง, น้ำตาลปีบ, น้ำปลา, มะนาว, กระเทียม, และพริกขี้หนู

 

เวลาตำให้ใส่ข้าวโพดหลังสุด แล้วไม่ต้องตำมาก แค่นิดหน่อย แล้วคลุกๆ ให้เข้ากันก็ใช้ได้……..ส่วนเวลาปรุงรสนั้น ใส่ตามชอบใจเลยคะ แต่มีข้อระวังอย่างหนึ่ง คือ ทั้งข้าวโพดและไข่หลอด จะหวานอยู่แล้ว ลองสังเกตดูว่าข้าวโพดยิ่งเคี้ยวยิ่งหวาน ดังนั้นเวลาใส่น้ำตาลอย่าให้หวานมาก เพราะมันจะไปคลุกกันในปากเราอีกที…………..ทั้งข้าวโพดและน้ำยำ…..เวลาเคี้ยวนะคะ……….จะได้รสชาติความหวานและกลิ่นของข้าวโพด ผสมกับรสชาติและกลิ่นของมะนาว………..อู้ยยยยยยยยยย……….น้ำลายไหลคร้า…………………..