แกงเห็ดถอบชะอม ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย


ฝนตกแบบนี้ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าถึงฤดูกาลที่เราจะได้ชิมเมนูเด็ดพื้นบ้านกันแล้ว ต้องนี่เลยค่ะ….เห็ดถอบ

เห็ดเผาะ
เห็ดถอบ

ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย เมื่อวานไปงานบวชมาค่ะ พี่มลฝากของดีมาให้ เป็นเห็ดถอบสองถุงใหญ่ (จริงๆ ก่อนหน้านี้หลายวันฝากแกงมาแล้วหนึ่งถุงใหญ่ Nakoi จัดการไปเรียบร้อยซะแย้ววววววววววววว

วันนี้ Namai ลงมือเก็บชะอมที่แตกยอดอ่อนเต็มต้น ทะลุฟ้าทะลุฝนทีเดียวนะคะ น้าว่าเย็นนี้ไม่มีพลาด ต้องแกงเห็ดถอบใส่ชะอม พ่อครัว (ตัว) ใหญ่ ลงมือเองเลยค่ะ ใช้เครื่องแกงแดงแบบแกงคั่วธรรมดานี่แหละ ใส่หมูเยอะหน่อย

เขาเริ่มหั่นเห็ดที่เม็ดโตหน่อยให้เป็นแว่นบางๆ จะได้เคี้ยวง่าย

เห็ดเผาะหั่น
เห็ดถอบหั่นเป็นแว่น

เด็ดยอดชะอม

20160710_181952

ซอยหอมแดง

หอยแดงซอยเป็นแว่น
หอมแดงหั่นแว่น

แล้วก็ตั้งกระทะคั่วหอมในน้ำมันหมูจนหอมใส่พริกแกงคั่วไปจนหอม แล้วใส่หมู

คั่วพริกแกงจนหอม
คั่วพริกแกง
แกงเห็ดเผาะ
แกงเห็ดถอบชะอมหมูใส่ชะอม

พอสุกก็ใส่เห็ด ใส่ชะอมเติมน้ำจนเดือด ปรุงรสตามชอบ แค่นี้เองเนี่ยนะ ชิมดูอู้หู น้ำต้มหวานจังแฮะ สงสัยจะต้องกินข้าวหมดหม้อหล่ะมั้งวันนี้

ปล. ดีที่วันนี้แกงไม่เผ็ดมากเพราะ Nakoi ปากเป็นแผลระบมค่ะ เลยอร่อยแบบไม่ทรมานมาก

สำหรับท่านที่ไม่รู้จักเห็นถอบนะคะ บางคนเรียกว่าเห็ดเผาะ (แต่ Nakoi ชอบเรียกว่าเห็ดถอบ เพราะมันออกเสียงไม่ค่อยจะถนัดดีค่ะ) เขาว่าเป็นเห็ดที่มีสรรพคุณและประโยชน์ ดังต่อไปนี้นะคะ  

– ช่วยในการบำรุงร่างกายให้ร่างกายแข็งแรง
– ช่วยรักษาอาการช้ำใน
– ช่วยป้องกันโรควัณโรค
– ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ดี
– ช่วยในการสมานแผลและผิวให้เรียบเนียน
– ช่วยในการลดอาการบวมหรืออักเสบ
– ช่วยแก้อาการร้อนใน และแก้ไข้
– ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว หยุดไหลได้ง่ายขึ้น
– ช่วยบรรเทาอาการคันตามนิ้วมือหรือนิ้วเท้า

(อ้างอิงจาก http://www.เกร็ดความรู้.net/เห็ดเผาะ )

Fountain by Marcel Duchamp


บทความนี้แปลและเรียบเรียงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา มิได้มุ่งหวังผลประโยชน์ด้านอื่นใด

This article was translated for education, not for any other profit.

Artist: Marcel Duchamp 1887–1968

Title: Fountain

Date: 1917, replica: 1964

Medium: Porcelain

Dimensions: Unconfirmed: 360 x 480 x 610 mm

Collection: Tate

Reference: T07573

http://www.tate.org.uk/art/artworks/duchamp-fountain-t07573

Retrieved on 10/07/2014

ข้อเขียนโดย โซเฟีย โฮเวิร์ด – เมษายน 2000 พิพิธภัณฑ์ศิลปะแทท ประเทศอังกฤษ

“Fountain “เป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงข องศิลปิน Marcel Duchamp และเป็นสัญลักษณ์แห่งศิลปะในศตวรรษที่ 20 ผลงานชิ้นจริงที่เป็นโถปัสสาวะชาย พร้อมลายเซ็น “R. Mutt 1917” กำกับอยู่ โดยการวางโถปัสสาวะนอนราบกับพื้นในตำแหน่งที่ผิดไปจากการติดตั้งเพื่อใช้งานจริงตามหน้าที่ของโถปัสสาวะชาย ผลงานจริงได้สูญหายไปแล้ว พิพิธภัณฑ์ Tate ได้จำลองผลงานชิ้นนี้ขึ้นในปี 1964 ด้วยวัสดุเครื่องเคลือบดินเผาไฟต่ำและเคลือบสี (glazed earthenware painted) ให้เหมือนกับของเดิมที่เป็นเครื่องเคลือบดินเผาไฟสูง (porcelain) พร้อมลายเซ็นที่จำลองขึ้นด้วยการเขียนด้วยหมึกดำ ผลงานชิ้นนี้เป็นตัวอย่างของงานที่ศิลปินเรียกว่า “readymade” คือผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ศิลปินได้คัดเลือกและเฉพาะเจาะจงว่า มันคืองานศิลปะ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรูปแบบแนวทางและรสนิยมของกลุ่มดาดา ที่สะดุดตา เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และรู้จักเป็นอย่างดี

Fountain 1917, replica 1964 Marcel Duchamp 1887-1968 Purchased with assistance from the Friends of the Tate Gallery 1999 http://www.tate.org.uk/art/work/T07573
Fountain 1917, replica 1964 Marcel Duchamp 1887-1968 Purchased with assistance from the Friends of the Tate Gallery 1999 http://www.tate.org.uk/art/work/T07573

แนวคิดดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากการพูดคุยถกเถียงกันระหว่างศิลปินและเพื่อนนักสะสมชาวอเมริกันชื่อ Walter Arensburg และศิลปิน Joseph Stella หลังจากการพูดคุยกัน ดูชอมได้นำโถปัสสาวะชายจากร้านขายอุปกรณ์สุขาภิบาล และส่งเข้าร่วมแสดงในงานนิทรรศการที่ถูกจัดขึ้นโดยสมาคมศิลปินอิสระ (Society of Independent Artists- สมาคมศิลปินอเมริกัน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1916 ตั้งอยู่ในเมืองนิวยอร์ก) คณะกรรมการบริหารสมาคมได้ปฏิเสธการเข้าร่วมแสดงของผลงานชิ้นนี้ ทั้งดูชอม และอเรนส์เบิร์คผู้เป็นสองกรรมการในคณะบริหารชุดนี้ จึงได้ลาออกจากตำแหน่งเป็นการประท้วงการตัดสินใจของคณะกรรมการ พร้อมกันนั้นได้มีบทความถูกเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเป็นที่เข้าใจว่าผู้เขียน คือ มาเซล ดูชอม นั่นเอง ในบทความกล่าวว่า โถปัสสาวะของมิสเตอร์มูทท์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดทำนองครองธรรม หรือผิดปกติแต่อย่างใด มันเป็นแค่โถปัสสาวะที่ไม่ได้มีความพิเศษ หรือผิดปกติไปกว่าอ่างอาบน้ำ ซึ่งพวกเราก็เห็นตั้งกันอยู่ทุกวันหน้าร้านขายเครื่องสุขภัณฑ์และระบบสุขาภิบาล ไม่ว่ามันจะเป็นฝีมือมิสเตอร์มูทท์เองหรือไม่ ผลงาน Fountain ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไร มากไปกว่า สิ่งซึ่งศิลปินได้เลือก และทำมัน   เขาได้นำบทความดังกล่าวนี้ไปติดไว้ เพื่อทำให้ตัวประโยชน์ใช้สอยของโถปัสสาวะหมดความสำคัญลงภายใต้ชื่อ และมุมมองที่ตัวศิลปินต้องการให้เป็น เป็นการสร้างสรรค์ทางความคิดในมุมมองใหม่ให้กับวัตถุ (บทความ ‘The Richard Mutt Case’, The Blind Man, New York, no.2, May 1917, p.5. นิตยสารดาดา ในนิวยอร์ค)

ในช่วงปลายของชีวิตดูชอม เขาได้ให้ความเห็น ในชื่อที่หมายถึงตัวตนของเขาในผลงาน ว่า Mutt มาจากคำว่า Mott Work ซึ่งเป็นชื่อของโรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตสุขภัณฑ์ แต่หากการใช้ชื่อ Mott มันจะฟังดูใกล้เคียงกับชื่อจริงมากเกินไป เขาจึงใช้คำว่า Mutt แทน ซึ่งมันเกิดขึ้นมาจากการ์ตูนช่องในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันอเมริกันที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยของผู้คนในขณะนั้น คือ “Mutt and Jeff” ด้วยบุคลิกของชายร่างอ้วนเตี้ยที่ดูสนุกสนานอย่าง Mutt และผอมสูงอย่าง Jeff ซึ่งเป็นชื่อที่คุ้นเคยและอยู่ในความนิยมของผู้คน ตามที่ศิลปินต้องการจะให้เป็น และยังเพิ่มชื่อ Richard ที่มีความหมายในภาษาฝรั่งเศส ที่หมายถึงถุงใส่เงิน ด้วยการใช้ตัวอักษร R นำหน้า Mutt ดูชอมได้ใช้ลายเซ็นนี้โดยที่เขาตระหนักอยู่เสมอว่า ตัว R เป็นตัวอักษรย่อของชื่อ อิโรเซ ราเวีย ซึ่งก็คือตัวของศิลปินเอง ที่มักจะปรากฏขึ้นเสมอๆ ในงานของเขาในช่วงสองปีหลัง (และยังปรากฏในจดหมายที่ตัวของดูชอมมักจะกล่าวถึง Mutt ในฐานะที่เป็นสุภาพสตรี บางคนตั้งข้อสังเกตว่าการที่โถปัสสาวะถูกวางนอนราบกับพื้นในลักษณะที่ผิดธรรมชาติการใช้สอยนั้น มีลักษณะโค้งเว้าไปตามสัดส่วนของร่างกายเพศหญิง และเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาของศิลปิน ที่ต้องการเล่นกับขอบเขตและข้อจำกัดทางด้านเพศ อันเป็นแนวคิดที่สำคัญยิ่งในการเป็นศิลปินของศิลปิน  มาเซล ดูชอม

Mutt and Jeff form https://creativeserendipitymemories.files.wordpress.com/2014/05/mutt__jeff_2.jpg
Mutt and Jeff form

อ้างอิงภาพ: https://creativeserendipitymemories.files.wordpress.com/2014/05/mutt__jeff_2.jpg

หลังจากนิทรรศการในปี 1917 ดูชอมได้นำผลงาน Fountain ไปให้เพื่อนของเขา คือ Alfred Steiglitz ผู้เป็นทั้งช่างภาพและเจ้าของห้องจัดแสดง เป็นผู้ถ่ายภาพผลงาน จึงทำให้ผลงานจริงได้มีการบันทึกภาพเก็บไว้ เพราะหลังจากนั้นผลงานชิ้นนี้ได้สูญหายไป

The original Fountain by Marcel Duchamp photographed by Alfred Stieglitz at the 291 (Art Gallery) after the 1917 Society of Independent Artists exhibit. Stieglitz used a backdrop of The Warriors by Marsden Hartley to photograph the urinal. The entry tag is clearly visible
The original Fountain by Marcel Duchamp photographed by Alfred Stieglitz at the 291 (Art Gallery) after the 1917 Society of Independent Artists exhibit. Stieglitz used a backdrop of The Warriors by Marsden Hartley to photograph the urinal. The entry tag is clearly visible

อ้างอิงภาพ:  https://en.wikipedia.org/wiki/Fountain_(Duchamp)

ภาพที่ปรากฏอยู่ด้านบน คือ ผลงานที่ทำจำลองขึ้น และได้กลายเป็นตัวต้นแบบให้กับผลงานจำลองในชิ้นหลังๆ ต่อมา ซึ่งมีทั้งหมด 15 ชุด ที่ได้ถูกจำลองขึ้นอย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์จำนวน 4 ครั้ง คือ ในปี 1951 1953 1963 และ 1964 ผลงานชิ้นที่สะสมอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Tate คือผลงานชิ้นที่ 2 ในชุด 8 ชิ้นที่ผลิตโดย the Galleria Schwarz ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อตุลาคม ปี 1964 นอกจากนี้ ยังมีแผ่นป้ายที่ฐานแกะสลักลายเซ็นมาเซล ดูชอม ในแต่ละชิ้นงาน พร้อมบอกวันที่สร้างสรรค์ผลงานจริง และจำลองผลงาน ชื่อผลงาน ผลงานชุดที่ และชื่อผู้ผลิต คือ ‘Galleria Schwarz, Milan’

Banana Pancake-กล้วยหอมปิ้ง


เช้านี้อากาศดีจิ๊งงงงงงงงงงงงงง

จะว่าชีวิตเริ่มยากขึ้นก็ไม่ใช่ซะทีเดียว บางทีมันก็ดูเหมือนง๊ายง่าย…เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อวานไปตลาดรถไฟตอนเย็นว่า ต้องหากล้วยหอมให้ได้สักหวี อยากทำแพนเค็ก แล้วก็ได้มาสมใจ (โอกาสหน้าจะถ่ายภาพตลาดรถไฟมาให้ชมนะคะ Nakoi ชอบไปซื้อผลไม้และผักแถวนั้น เพราะราคาสมเหตุสมผลค่ะ

เมื่อสัปดาห์ก่อนเห็นเพื่อนโพสต์คลิปทำแพนเค็กกล้วยหอม (ขอโทษด้วยนะคะที่จำไม่ได้ว่าเพื่อนคนไหน แต่ก็ขอขอบคุณมากค่ะที่ช่วยคิดเมนูอันแสนอร่อยดีพร้อมแบบนี้ให้) มันเหมาะจะเป็นอาหารเช้าอันแสนรวดเร็ว ง่ายดาย อิ่ม สะอาด และที่สำคัญอร่อยค่ะ

ตามสูตรที่เห็นในคลิปหรือในเว็บอื่นๆ ก็มีส่วนผสมหลักคือ กล้วยหอม และไข่ Nakoi ใช้กล้วยหอมขนาดเล็ก 5 ลูก ไข่เป็ดลูกโตหน่อยนะคะ 1 ฟอง (ไข่แดงสีสวยมาก) ขอเพิ่มใส่แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ และเนยแบบไม่เค็ม 1 ช้อนชา

BP13
กล้วยหอม และ เครื่องผสมแบบมือถือ

 

ไข่เป็ด
ไข่เป็ด

หั่นกล้วยเป็นแว่นๆ เลยค่ะ แล้วก็ตีๆ ด้วยเครื่องตีมือ จากนั้นก็ใส่ไข่ ใส่เนย แล้วก็ตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน ง่ายมาก ไม่ถึงห้านาที

กล้วยหอม
กล้วยหั่นเป็นแว่น
ส่วนผสมแพนเค็กกล้วยหอม
ส่วนผสมกล้วยหอม ไข่ เนย และแป้งสาลี ที่ผสมกันดีแล้ว

แล้วก็เริ่มทอดแพนเค็กกันเลยค่ะ ใช้กระทะแบบเคลือบใส่เนยลงไปอีกสัก 1 ช้อนชา ทอดเป็นวงๆ จนเป็นสีออกน้ำตาลอ่อน….อะ…กลิ่นของกล้วยหอมกับเนยอ่อนโชยมาเลยค่ะ… เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ พร้อมตั้งโต๊ะได้เลย

Banana Pancake with Kiwifruit and Honey
เช้าวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558 แพนเค็กกล้วยหอมราดหน้าด้วยกีวีและน้ำผึ้ง
Banana Pancake with Kiwifruit
ความหวานหอมของกล้วยตัดกันกับรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ ของกีวี…อืมมมมม

ตักใส่จานพร้อมโปะหน้าด้วยกีวีหันเป็นแว่นๆ ราดน้ำผึ้งอีกหน่อย….อะ

ปล. Namai ต่อว่าต่อขาน  “ทำไมไม่ใส่กล้วยหอมให้ด้วย” หลังจากกินไปเกือบหมด ว่าแล้วก็ลุกขึ้นมาหยิบกล้วยหอมใส่เอง…ปัดโธ่เอ๋ย…ที่กินอยู่เนี่ยก็กล้วยหอมทั้งนั้น ยังจะใส่อีก

Double Banana
Double Banana…พิเศษกล้วย อร่อยดี

“อ้าว…ก็พี่ไม่รู้ คิดว่าเป็นแพนเค็กแป้ง” …ราดน้ำผึ้งอีกยังได้เลย…อืม…อร่อยดี พรุ่งนี้ขอแบบนี้อีกนะ

Hot & Sour Soup – กระเพาะปลาสูตรแก้มึน…555


Marcel Duchamp…เธอทำฉันมึนมากนะวันนี้

ขอพักยามบ่ายด้วยกระเพาะปลาสูตรแก้มึนของ Nakoi แล้วกันนะคะ

สำหรับกระเพาะปลาซื้อมาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนจากตลาดริมเมย อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก…แหม..แหม…ไปซื้อซะไกลเชียว พร้อมด้วยเห็ดหอมแห้ง และขิง ส่วนดอกไม้จีน เยื่อไผ่มาพร้อมกับเมล็ดเก๋ากี้ เต้าหู้ หน่อไม้ (ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่นะคะ) แป้งข้าวโพด แล้วก็น้ำมันมะกอกสำหรับทอดหรือผัด (ขอย้ำว่าไม่ใช่ extra virgin นะคะ) หรือใครชอบน้ำมันหมูก็ใช้ได้ค่ะ ของเหล่านี้ก็หาได้จากตลาดทั่วไปนี่แหละค่ะ ส่วนผสมมีแค่นี้เอง..อะ อะ…ยังไม่รวมน้ำซอสปรุงรสนะคะ ก็ใช้ซีอิ๋วขาวเห็ดหอม ซีอิ๋วดำหวาน น้ำมันหอยเจ พริกไท พริกป่น พริกขี้หนู น้ำส้มสายชู…3 อย่างหลังเนี่ยเป็นเครื่องปรุงทางเลือกสำหรับคนชอบรสจัดนะคะ

หน่อไม้และดอกไม้จีนที่ผูกปมแล้ว
หน่อไม้และดอกไม้จีนที่ผูกปมแล้ว
กระเพาะปลา
กระเพาะปลา
เห็ดหอมแช่น้ำ
เห็ดหอมแช่น้ำ
เยื่อไผ่
เยื่อไผ่
กระเพาะปลาก่อนต้ม
กระเพาะปลาก่อนต้ม

Nakoi เริ่มลงมือด้วยการแช่เห็ดหอม พร้อมดอกไม้จีน พอนิ่มผูกปมดอกไม้จีนเข้า…มันดูสวยดีนะคะ เวลาเคี้ยวก็กรุบกรับดี แล้วก็หันเห็ดหอมเป็นชิ้นเล็กๆ ต่อจากนั้นก็หั่นเต้าหูเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าหรือผืนผ้าเล็กๆ อย่าลืมหั่นหน่อไม้เป็นเส้นยาวๆ บางๆ นะคะ ตามด้วยหันขิงเป็นแว่นๆ ใส่น้ำต้มให้เดือด ระหว่างรอน้ำเดือดให้ล้างเยื่อไผ่ในน้ำสักครั้ง

ต้มแว่นขิงให้เดือด
ต้มแว่นขิงให้เดือด

ใส่หน่อไม้ ดอกไม้จีนลงต้มในน้ำเดือด สักพัก ตักออกให้สะเด็ดน้ำ (อย่าตักขิงออกมานะคะ)

แล้วนำเยื่อไผ่ไปต้มในน้ำเดือด…อันนี้สำคัญมากนะคะ เพราะเวลาใส่เยื่อไผ่ลงในน้ำเดือด น้ำจะฟู่ขึ้นมาเหมือนผงซักฟอกเลยค่ะ ดูน่ากลัวกลิ่นก็เหมือนผงซักฟอกด้วย ไม่รู้เป็นเพราะว่าเขาใช้สารฟอกขาวกับเยื่อไผ่หรือเปล่านะคะ มีทางเลือกอีกทาง คือเลิกกินไปเลยท่าจะดีกว่า (เผอิญมีติดอยู่ที่บ้าน เลยตั้งใจว่าจะใช้ให้หมดไป)

หลังจากนั้นจึงต้มกระเพาะปลาในน้ำขิงต้มเดือด (หม้อใหม่นะคะ) ให้กระเพาะปลานิ่ม พร้อมกับไขมันและกลิ่นน้ำมันหลุดออกจากตัวกระเพาะปลาด้วย ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ

ทอดเต้าหู้พอเหลือง
ทอดเต้าหู้พอเหลือง
คั่วเห็ดหอมให้หอมฟุ้ง
คั่วเห็ดหอมให้หอมฟุ้ง

ตั้งกระทะไฟร้อนกลางใส่น้ำมันไม่ต้องมาก พอให้เต้าหู้และเห็ดหอมดูดน้ำมันให้หมด จนเต้าหู้เหลืองอ่อน เห็ดหอมมีกลิ่นหอมโชยมา เติมน้ำลงไปในกระทะเลยค่ะ หลังจากนั้นจึงตั้งหม้อน้ำให้เดือดใส่เครื่องจากในกระทะลงในหม้อ แล้วจึงใส่เครื่องที่เหลือทั้งหมด คือ หน่อไม้ ดอกไม้จีน เยื่อไผ่ เมล็ดเก๋ากี้ที่ล้างน้ำแล้ว และกระเพาะปลาลงในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด แล้วเบาไฟอ่อน ปรุงรสด้วยซีอิ๋วขาว ซีอิ๋วดำหวาน น้ำมันหอยเจ พริกไท ชิมรสให้จัดสักหน่อย หรือตามชอบเลยค่ะ

ใส่ทุกอย่างต้มรวมกัน
ใส่ทุกอย่างต้มรวมกัน

เตรียมแป้งข้าวโพดละลายน้ำไว้ให้พร้อมนะคะ พอหม้อต้มเดือดอีกครั้งก็ใส่แป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไปได้เลยค่ะ ให้ได้ความข้นพอประมาณ หรือแล้วแต่ชอบ เบาไฟสักพัก เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ปรุงรสเรียบร้อยพร้อมกินได้เลยจ้ะ
ปรุงรสเรียบร้อยพร้อมกินได้เลยจ้ะ

ตักใส่ชามพร้อมโรยหน้าด้วยพริกไท กระเทียมเจียว ผักชีต้นหอม ปรุงรสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม ตามใจชอบ…แต่ Nakoi ถนัดจืดคะ ซดร้อนๆ เป็นอาหารมื้อเย็นที่ทำให้หลับสบาย คลายเครียดจาก Marcel Duchamp ได้เป็นอย่างดีค่ะ

แถมท้ายอีกนิด…ด้วยประโยชน์ของกระเพาะปลาหม้อนี้ เมล็ดเก๋ากี้ เขาว่าช่วยชลอวัย ลดน้ำตาลในเลือด ทำให้ดวงตากระจ่างสว่างไสว เอ๊ะ…จะจริงมั้ยหนอ…แต่ที่แน่ๆ คือ อิ่มค่ะ

บาร์บาร่า เฮพเวิร์ท (Barbara Hepworth) – ประติมากรแห่งโลกสมัยใหม่


บาร์บาร่า เฮพเวิร์ท (Barbara Hepworth) ประติมากรหญิงชาวอังกฤษ มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1903-1975 เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางแห่งเมืองเวคฟิลด์ (Wakefield) ได้ฝึกฝนเรียนรู้งานประติมากรรม และได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษาจากโรงเรียนสอนศิลปะลีดส์ (Leeds School of Art) ศึกษาต่อจนจบที่วิทยาลัยศิลปะรอยัล (the Royal College of Art) มีชีวิตอยู่ร่วมสมัย ได้พบและเป็นเพื่อนกับศิลปินเฮนรี่ มัวร์ (Henry Moore) ประติมากรชื่อดัง และมีความเป็นไปได้ว่าความเป็นเพื่อนกันนี้ทำให้เฮพเวิร์ทอาจได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมหินจากเฮนรี่ มัวร์ เฮพเวิร์ท จัดอยู่ในพวกศิลปินกลุ่มหัวก้าวหน้าของอังกฤษแห่งยุคศิลปะสมัยใหม่ (Avant-garde) งานในช่วงปี ค.ศ. 1951 เป็นต้นมา หลังจากที่หย่าขาดจากสามีคนที่สองคือ นิโคลสัน (Nicholson) เป็นช่วงที่ผลงานของเธอสร้างชื่อเสียงให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น เฮพเวิร์ท ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านพักและห้องทำงานใหม่ของเธอที่ทรูวีน (Trewyn Studio) และอยู่ที่นั่นจนถึงช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต ซึ่งในปัจจุบันคือสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์และสวนประติมากรรมบาร์บาร่า เฮพเวิร์ท ห้องทำงานใหม่ทำให้การสร้างสรรค์ประติมากรรมของเธอเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางที่สามารถทำงานได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง ทำให้งานมีขนาดใหญ่ขึ้น วัตถุที่ใช้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากการแกะหิน แกะไม้ ไปสู่การหล่อโลหะ

ในระหว่างปี ค.ศ. 1960 ชื่อเสียงของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ด้วยผลงานประติมากรรมประดับหน้าอาคารองค์การสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อ “Single Form”  (Bowness, 2011) ทำด้วยโลหะสำริด ขนาดความสูง 6.4 เมตร ในช่วงปี ค.ศ. 1961-1964 ด้วยรูปทรงของงานประติมากรรมชิ้นนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในงานประติมากรรมของเธอ ลักษณะการสร้างพื้นที่ว่างเป็นวงกลมในงานประติมากรรมของเฮพเวิร์ท เป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลให้กับงานประติมากรรมสมัยใหม่รุ่นต่อมารวมทั้งเฮนรี่ มัวร์ ด้วย ผลงานของเฮพเวิร์ทโดยรวมที่ดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนนั้น ส่วนใหญ่แล้วใช้รูปทรงที่เรียบง่าย มีความประสานกลมกลืนเป็นจังหวะลีลาการรักษาความรู้สึกของการเจาะช่องเปิด ให้สื่อความหมายต่อกันได้ในระหว่างมวลทั้งสองข้างอย่างเหนียวแน่น การท่องยุโรปในปี ค.ศ. 1920 ทำให้เฮพเวิร์ท พบกับปาโป ปิกัสโซ คอนสแตนติน บรานคูชิ และจอง แอพ ผู้สร้างสรรค์งานในแนวคิวบิส และนามธรรม อันเป็นแรงสนับสนุนให้เธอหันไปสนใจงานประติมากรรมอียิปต์ อาฟริกัน และยุคก่อนโคลัมเบียน ที่ปรากฏเป็นอิทธิพลในงานคิวบิสซึ่ม และนามธรรม นอกจากนี้ในฐานะสมาชิกกลุ่มหัวก้าวหน้าของอังกฤษ ทำให้เธอได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินกลุ่มหัวก้าวหน้าสมัยใหม่จากรัสเซีย ฝรั่งเศส และเยอรมันด้วยเช่นกัน งานประติมากรรมของบาร์บารา เฮพเวิร์ท นั้นส่วนใหญ่ใช้วัสดุประเภทไม้ และหิน ในการแกะสลักด้วยแรงบันดาลใจและการศึกษารูปทรงจากธรรมชาติ ที่นำมาตัดทอนจนกลายเป็นรูปแบบนามธรรมที่เรียบง่าย ด้วยการใช้รูปทรงเรขาคณิตที่มีอยู่ในธรรมชาติ ผสมกับการสร้างจังหวะในงานซึ่งได้มาจากการศึกษาของวัตถุธรรมชาติ เช่น ก้อนกรวดหิน กระดูก ต้นไม้ และพืช เป็นต้น

 Bronze sculpture “Single Form 1961-1964″
Bronze sculpture “Single Form 1961-1964″

ที่มา: http://barbarahepworth.org.uk/commissions/list/single-form.html

หมายเหตุ: ติดตั้งบริเวณด้านหน้า United Nation building – New York

ผลงาน “เพนดัวร์” (Pendour) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1947 ทำจากวัสดุไม้แกะสลักลงสี มีการสร้างช่องว่างภายในตัวงานประติมากรรม ด้วยการสร้างรูปทรงจากธรรมชาติแบบเรียบง่าย ใช้เส้นที่อ่อนโค้งให้อารมณ์แห่งความเคลื่อนไหวแก่สายตาผู้ชม การใช้สีที่แตกต่างระหว่างสีของเนื้อไม้ และการทาสีขาวลงบนงาน สร้างความแตกต่างและมิติให้กับตัวงาน

Pendour, Plane wood with colour, 1947 (BH 145), Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C.
Pendour, Plane wood with colour, 1947 (BH 145), Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C.

ที่มา:  Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C

http://barbarahepworth.org.uk/sculptures/1947/pendour/

Hollow Form with White Interior, Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection
Hollow Form with White Interior, Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection

หมายเหตุ: Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection

ที่มา: http://barbarahepworth.org.uk/sculptures/1963/hollow-form-with-white-interio/

อ้างอิง:

Alan Bowness. (2011). Life and Work. Retrieved November 18, 2013, from Barbara Hepworth: http://barbarahepworth.org.uk/

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.