คลังเก็บหมวดหมู่: ท่องเที่ยว

The Cloud Gate of Chicago


หนึ่งปีผ่านไป…จะว่าไวเหมือนโกหกก็ไม่ปาน ลมพัดเย็น ชุ่มฉ่ำ ฝนพร่ำแบบนี้ ทำให้นึกถึงชิคาโก ในเดือนเมษายน ปี 2011


หลังจากที่ได้ตะลอนผ่านเมืองต่างๆ ในเขตกึ่งทะเลทรายอย่างลาสวกัส ซานตาเฟ่ จนเข้าสู่ชิคาโก ได้สัมผัสกับความชุ่มฉ่ำและสายลมเย็นยะเยือก นี่หล่ะมั้ง….ที่เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดของชิคาโก…สมแล้วกับที่ชาวบ้านเรียกเมืองนี้ว่า “The Windy City” เมืองแห่งสายลมแรง ที่รับเอาทั้งความชุ่มฉ่ำ และเย็นเป็นระลอกจากทะเลสาบมิชิแกนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา บรรยากาศริมทะเลสาบของเมืองผสมกับความหนาแน่นของอาคารสูงระฟ้า ถนนหนทาง ผู้คนและความเจริญในด้านวัตถุ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ และอายุอันยืนยาวของเมือง ทำให้พวกเรารู้สึกกระตือรือร้นอย่างจะไปซอกแซกหาอะไรที่แปลกหูแปลกตาชมกัน


เมื่ออิ่มท้องจากติ่มซำมื้อเที่ยงอันแสนเอร็ดอร่อยแล้ว ความกระชุมกระชวยกลับคืนมาอีกครั้ง สวนสาธารณะมิลเลนนัม (Millennium Park) คือ จุดมุ่งหมายต่อไปของพวกเรา ที่นั้น…มีผู้คนเดินกวักไกวไปมากันอย่างไม่เกรงกลัวสายลมแรงและความหนาวเย็นจับจิตจับใจ สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นสวนขนาดใหญ่กลางใจเมือง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ โดยเฉพาะช่วงเย็นวันอาทิตย์แบบนี้ สวนสาธารณะขนาดมหึมาจึงเป็นจุดนัดหมายและพักผ่อนหย่อนใจหลักของชาวเมืองชิคาโกและนักท่องเที่ยว ภายในสวนมีลานดนตรี กีฬาเอนกประสงค์ และอื่นๆ แต่มีลานเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ชื่อ “เอ ที แอนด์ ที พลาซ่า” (AT&T Plaza) เป็นที่ตั้งของงานประติมากรรมขนาดมหึมาชื่อ “คลาวด์ เกท” (Cloud Gate) ที่มีชื่อเล่นว่า “เมล็ดถั่ว” (The Bean) ตามรูปพรรณสัณฐานของตัวงาน “เมล็ดถั่ว” เป็นผลงานของศิลปินเชื้อสายอินเดีย สัญชาติอังกฤษนาม “อนิช คาพัวร์” (Anish Kapoor) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2004–2006 ด้วยวัสดุสแตนเลส มีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 13 เมตร และสูง 20 เมตร

นอกจากความใหญ่โตของขนาดบวกกับความมันวาวของสแตนเลสที่สร้างความมหัศจรรย์แล้ว ยังมีภาพสะท้อนตึกระฟ้าของนครชิคาโกปรากฏอยู่ด้านบนของงานประติมากรรมเป็นตัวช่วยเพิ่มความตะลึงงันให้กับชาวโลกอีกด้วย ลานนี้จึงเป็นลานที่ดึงดูดผู้คน ลูกเล็กเด็กแดงให้พากันมาปีนป่าย แหงนคอมอง และตั้งท่าถ่ายรูปกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งก็รวมถึงพวกเราด้วย หลายคนแอบภูมิใจแบบเงียบๆ กับการมีเชื้อสายเอเชียของศิลปินเจ้าของผลงานดังคนนี้…ปลื้มมมม


ในบริเวณอื่นๆ ของสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นมาก เช่น “น้ำพุคราวน์” (The Crown Fountain) เป็นวิดิโอประติมากรรมประกอบแสงสีเสียง ที่แสดงบนประติมากรรมน้ำพุแท่งแกรนิตสีดำ ซึ่งมีขนาดสูงถึง 15 เมตร ด้วยงบประมาณการสร้างถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ

โฆษณา

หมี่ซั่ว…ชีวิตยืนยาว (ไม่มั่วซั่ว) ดุจเส้นหมี่


สำหรับคนที่ชื่นชอบการกินเส้นทั้งหลาย รวมทั้ง Nakoi เอง….ตามตำราจีนเขาเชื่อกันว่า “หมี่ซั่ว” กินแล้วชีวิตจะยืนยาวเหมือนเส้นหมี่ เป็นหมี่มงคล ที่จะทำทานกันในวันสำคัญ หรือวันมงคล เช่น ตรุษ สารท เป็นต้น ให้เป็นของฝากของขวัญ ก็เหมือนการอวยชัยให้พร ให้มีอายุมั่นขวัญยืนนะคะ….

มันเป็นของแน่อยู่แล้วว่าชื่อ “หมี่ซั่ว” ก็ต้องถูกนำเข้ามาจากเมืองจีน โดยคนจีนอย่างไม่ต้องสงสัย ตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ. 2490 โดยนำเข้ามาทำทานกันในครัวเรือน หลัวจากนั้นได้มีการผลิตออกจำหน่าย โดยที่หน้าซองมีตัวอักษรจีน ที่มีความหมายมงคล ที่หมายถึง อายุยืนยาว จึงทำให้ “หมี่ซั่ว” เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนยาว

Nakoi มักจะผัดหมี่ซั่วเป็นประจำทุกปี ในช่วงตรุษจีน….แหม! มิน่าถึงได้อายุยืนมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อหลายเดือนก่อน มีโอกาสได้ไปเที่ยวตามชุมชนคนเมืองพิษณุโลก แล้วก็ได้ไปเจอโรงงานหมี่ซั่วมังกรคู่นี้เข้าให้ เป็นโรงงานดั้งเดิมชื่อ “ก. ศรีเจริญพานิช” ที่ยังใช้กรรมวิธีในการผลิตแบบชาวบ้านอยู่ค่ะ มันดูมีเสน่ห์ จน Nakoi รู้สึกว่า หมี่ซั่วโรงนี้จะต้องผัดออกมาได้อร่อยมากๆ แน่นอน

ก ศรีเจริญพานิช
โรงงานหมี่ซั่ว “มังกรคู่” พิษณุโลก

โรงงานที่ว่านี้ชื่อโรงงานหมี่ซั่วยี่ห้อ “มังกรคู่” เป็นโรงงานเก่าแก่ดั้งเดิมโรงแรกของจังหวัดพิษณุโลก ตัวหมี่ทำมาจากแป้งสาลี น้ำ และเกลือ ที่ผสมเข้าด้วยกัน แล้วนำไปรีดเป็นแผ่น ก่อนทำให้เป็นเส้น แล้วนำไปนึ่ง ต่อด้วยตากจนแห้งก่อนบรรจุห่อ เพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป

แล้วก็ได้ซื้อฝากให้พี่นวลที่แอลเอไปสามห่อ ฝากให้อาจารย์อาร์ทไป ไม่รู้ว่าไปถึงแอลเอ หมี่ซั่ว จะกลายเป็นหมี่กรอบป่นไปหรือเปล่าคะพี่นวลขร้า…….

บันทึกพม่า….ความรุ่มรวยเรืองรองแห่งวัฒนธรรม


“ชเวดากองพญา” สัญญลักษณ์อันสวยงามแห่งความเหลืองอร่าม เรืองรองทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของพม่า ที่กวักมือเรียกผู้คนจากแดนไกล ให้แวะเวียนไปชื่นชม และสักการะบูชา เมื่อโอกาสมาเยือน….ในวันนี้…วันที่พม่าได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่กำลังอยู่ในความนิยมของชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยพุทธ และชาวตะวันตกผู้นิยมแสวงหาความบริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ และวิถีชีวิตผู้คนแบบตะวันออก การได้ชื่นชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพม่า จึงเป็นสิ่งที่ต้องไปสัมผัสด้วยสายตา และจดบันทึกด้วยฝีมือและหัวใจ

Image

Image

ปลายเดือนมกราคม 2555 เป็นช่วงเวลาที่การหาเสียงเลือกตั้งซ่อมในพม่ากำลังเป็นไปอย่างเข้มข้ม ภาพแผ่นป้ายหาเสียงของ “นาง อองซานซูจี” ตามถนนหนทางมีให้เห็นอย่างดาษดื่น โฉมหน้าพม่ากำลังจะเปลี่ยนไปตามกระแสโลก หลังจากที่ได้เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม และย้ายเมืองหลวง ไปตามลำดับแล้ว วิถีชีวิตชาวพม่าในนาทีนี้ ยังคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ เสมือนย้อนเวลากลับไปในอดีตของเมืองไทย เมื่อครั้งสมัยที่ความเจริญยังไม่อึกทึกครึกโครมเช่นทุกวันนี้

Image

Image

“สนามบินนานาชาติมิงกะลาดง” เช้านี้ยังคงโล่งสบาย ไม่แออัดยัดเยียด พิธีการตรวจคนเข้าเมือง เป็นไปอย่างสะดวก ถนนหนทางเมื่อออกจากสนามบินก็ยังโล่งตา ไม่ติดขัดเหมือนบนถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อออกจากสนามบินดอนเมือง รถรามีให้เห็นทั้งพวงมาลัยซ้ายและขวา ในขณะที่การสัญจรของยวดยานพาหนะ เป็นไปตามแบบอเมริกัน คือ วิ่งในช่องทางขวา ดูแล้วชวนให้ประหลาดใจ และงุนงงยิ่ง เมื่อรถเริ่มแล่นเข้าสู่ในเมือง ความคึกคัก เคลื่อนไหวของชีวิตยามเช้า ปรากฏให้เห็นทั้งชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ พระสงฆ์ เด็ก วัยรุ่น และผู้เฒ่าผู้แก่ ด้วยการแต่งกายแบบพม่า คือ นุ่งโสร่งกันทุกเพศทุกวัย ผู้คนสัญจรไปมาบนท้องถนน โดยใช้ทั้งรถเมล์ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน และเดินเท้า เป็นที่สังเกตว่า ชาวพม่ายังคงนิยมใช้จักรยานเป็นพาหนะในการสัญจรไปมาอย่างปกติ มิใช่เพื่อสันทนาการเช่นในประเทศไทย ร้านอาหารจานด่วน (Fast Food) แบบตะวันตก อย่างแมคโดนัล หรือ เค เอฟ ซี แทบจะไม่มีปรากฏให้เห็นบนสองฟากถนน

Image

Image

พวกเราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการแลกเงินจากสกุลดอลล่าร์สหรัฐ เป็นเงินจ๊าดในอัตรา 735-825 จ๊าด ต่อหนึ่งดอลล่าร์สหรัฐ ณ วันนั้น โดยขึ้นอยู่กับชนิดของธนบัตร (100 ดอลล่าร์ หรือ ธนบัตรใบย่อยลง) ธนบัตรไทยบาทในพม่าสามารถใช้ได้เลยในบางสถานที่ เช่น ร้านขายของที่ระลึกบางแห่ง แต่การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน “บาท” เป็น “จ๊าด” นั้น ไม่เป็นที่ยอมรับทางการธนาคาร หมายความว่า ตามสถานที่รับแลกเงิน จะรับแลกเฉพาะเงินเพียงแค่สี่สกุลเท่านั้น คือ ดอลล่าร์สหรัฐ ดอลล่าร์สิงค์โปร์ ยูโร และ พันธบัตรรัฐบาล สำหรับชาวต่างชาติ หรือ เอฟ อี ซี (FEC= Foreign Exchange Certificate) ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกับดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา

สำหรับชาวบ้านพม่า ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่เคร่งครัด พวกเขามักจะนำดอกไม้ธูปเทียน พร้อมปิ่นโตอาหารคาวหวานไปนมัสการพระเจดีย์ หรือพระพุทธรูปสำคัญๆ ที่มีอยู่ประจำเมือง และนั่งรับประทานอาหารร่วมกันในบริเวณศาสนสถาน อันถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ และท่องเที่ยวยอดนิยม….ในแทบทุกเมืองจะมีพระพุทธรูป และเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนกราบไหว้ เจดีย์แบบศิลปะพม่า อันได้รับอิทธิพลจากมอญ หรือพระพุทธรูปนั่ง นอน องค์ใหญ่นั้น มักจะตั้งเด่นเป็นประธานของโบราณสถานแต่ละแห่ง ล้อมรอบไปด้วยศาลาราย อันเป็นที่ตั้งของเทพเจ้า และพระพุทธรูปปางต่างๆ เช่น ที่เจดีย์กลางน้ำ “เยเลพญา” เมืองสิเรียม พระเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง หรือ “ไจ้ปุ่นพญา” เมืองหงสาวดี ที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สี่ด้าน เป็นประธานของวัด เป็นต้น…..ส่วนชาวเมืองอย่างชาวย่างกุ้งผู้มีฐานะ ส่วนใหญ่ มักจะชื่นชอบการพักผ่อนหย่อนใจด้วยการเดินเล่นและจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้าประจำเมืองเช่นเดียวกับชาวกรุงเทพมหานคร

Image

Image

Image

สีสันแห่งความบริสุทธิ์แบบวิถีเอเชียของพม่าในด้านการดำเนินชีวิต ทั้งอาหารการกิน ความนิยมในการเคี้ยวหมาก การแต่งกายด้วยผ้าโสร่ง ปะแป้งทะนาคา พูดภาษาพม่า และนิสัยใจคอที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกื้อกูลกัน ในวันนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์อยู่อย่างครบถ้วน และเข้มแข็ง นับจากนี้ต่อไป เมื่อพม่าเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ภาพที่ได้เห็นในเดือนมกราคม ปี 2555 อาจต้องเปลี่ยนแปลงไป หากแต่ภาพแห่งความประทับใจในอดีตเหล่านั้น ได้ถูกบันทึกไว้….ในความทรงจำที่ดีของผู้ที่เคยได้ไปสัมผัส….ทุกคน

บทความจากจุลสารโขงสาละวิน โดยสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 มกราคม-มีนาคม 2555 หน้า6-7

ขอขอบคุณภาพประกอบ…โดย…นางสาวอนงนาฎ เกตุทิพย์

เลาะริมทางถนนพระร่วง


วางแผนกันมาเนิ่นนานข้ามประเทศเลยก็ว่าได้นะ ตั้งแต่สมัย Namai ยังอยู่ที่เมืองลาสเวกัส ตั้งใจไว้ว่าจะขี่จักรยานสำรวจเส้นทางถนนพระร่วง….และแล้ววันนี้ฝันของหนุ่ม (เหลือ) น้อยอย่าง Namai ก็เป็นจริงซะที เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แผนที่ถนนพระร่วง บริเวณหน้าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง
แผนที่ถนนพระร่วง บริเวณหน้าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง

พวกเราชาวจักรยานประกอบไปด้วยสามนักปั่นน่องทอง คือ โรเบิร์ต เอี๊ยน และ Namai ส่วน Nakoi เป็นแผนกบริการ ต้องขับรถบรรทุกจักรยานของตัวเองตามทีมปั่นน่องทองไป ด้วยเหตุเพราะ Nakoi อ่อนซ้อม หรือเรียกง่ายๆว่า ฝีมือยังไม่ถึงนั่นเอง เขาเลยอนุญาตให้แค่ขับรถตามคอยบริการยามฉุกเฉิน…..แต่ก็ยังดีนะ ได้ชมวิวสวยๆไปกับเขา มิเสียแรงขับรถนะจะบอกให้

ถนนสายพระร่วงที่ว่าเนี่ย เริ่มต้นมาจากเมืองศรีสัชนาลัย และไปสุดที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นระยะทาง 123 กิโลเมตร สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อกว่า 700 ปีมาแล้ว นับได้ว่าเป็นทางหลวงแผ่นดินสายแรก….. แต่ว่าจุดปั่นของเราจะเริ่มจากในเขตเมืองเก่า สุโขทัย ไปสิ้นสุดที่บ้านทานตะวัน ก่อนเข้าเขตอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ด้วยเหตุที่เรามีเวลาจำกัดเพียงเท่านี้…..นักปั่นทั้งสามคนออกรถกันตั้งแต่เกือบหกโมงเช้าของวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 (5/5/55….เลขสวยนะเนี่ย) จากบ้านพักริมคลองชลประทาน ตำบลท่าโพธิ์ พิษณุโลก ไปถึงโมทนาเซรามิค บ้านเกาะตาเลี้ยง อำเภอศรีสำโรง ประมาณ 11.20 น. เพราะมัวแต่เสียเวลาพักเที่ยวเป็น “พระยาน้อยชมตลาด” กันแถวกงไกรลาศ ซะนาน

บ้านไม้แสนสวย แถวกงไกรลาศ

ระยะทางช่วงแรกอยู่ในราวแปดสิบกว่ากิโล………ส่วน Nakoi ออกจากบ้านเก้าโมงเช้า ขับรถหลงทางไปซะรวมยี่สิบกิโลด้วยความเบลออออออออออออ แต่ก็ยังไปถึงโมทนาก่อนนักปั่นค่ะ

อากาศไม่ค่อยร้อนมากนัก เนื่องจากคืนก่อนออกเดินทางมีฝนตกหนัก ตอนเช้าอึ่ง กบ และเขียด ต่างพากันออกจากจำศีล เกลื่อนกลาดเต็มท้องถนนไปหมด มีทั้งที่รอดชีวิต และถูกรถทับแบนแตดแต๋….หลังจากสนทนาแลกเปลี่ยน รวมทั้งโม้กับคุณอู๊ด เจ้าของโมทนาเซรามิค…….ศิลปินพื้นบ้านช่างปั้น ฝีมือสุดยอดแห่งบ้านเกาะตาเลี้ยงแล้ว Namai เห็นว่าเราควรจะเอาจักรยานใส่รถ แล้วพากันไปเติมพลังมื้อบ่ายกันซะก่อนที่ร้านครัวยายทวดเจ้าเก่าเพราะ Namai แรงหมด ปั่นไม่ไหวแย้ววววววววววววววว

คืนนี้เราตัดสินใจพักค้างอ้างแรมกันที่เมืองเก่า ฝนฟ้าค่อนข้างอึมครึม พรุ่งนี้จะปั่นได้มั้ยหนอ…..เข้าถึงที่พัก ทุกคนขอนอนเอาแรงก่อนหล่ะกัน เดี๋ยวตอนเย็นๆ ออกไปปั่นชมเมือง หาอะไรอร่อยๆ ใส่ปากกันดีกว่า….Nakoi…..ก็จะได้โอกาสปั่นกับเขาบ้างก็ตอนนี้แหละ
รุ่งเช้า…ฝนฟ้าไม่เป็นใจ มืดครึ้ม อึมครึมตลอด สลับกับลงเม็ดมาเป็นระยะๆ แต่ก็ดีไปอย่างนะ ทำให้อากาศไม่ร้อน สบายดี แต่พ่อโรเบิร์ต เกิดกรุง กลับไม่ชอบ เพราะเหงื่อไม่ออก พวกเราเริ่มต้นถนนพระร่วงจากที่พักในเขตเมืองเก่านี่แหละค่ะ ออกไปทางทิศใต้ ผ่านประตูนะโม ไปยังวัดพระเชตุพน และวัดเจดีย์สี่ห้อง…..ท้องฟ้ามืดครึม ฝนตกพร่ำๆ สลับกับแรงบ้างอย่างสม่ำเสมอ แต่อากาศก็เย็นสบายดีค่ะ

บรรยากาศสองฟากฝั่งถนนช่วงผ่านวัดพระเชตุพนไปแล้ว จะเป็นนาข้าวสีเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ มีต้นแคนาต้นใหญ่ดอกร่วงกราวลงพื้นดิน ขาวไปทั่วพื้นข้างถนน ตัดกับสีเขียวของต้นข้าว….แหม! มันช่างสวย สดชื่นซะนี่กระไร

ผ่านโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ไม้

เส้นทางปั่นของพวกเราไปสิ้นสุดกันที่บ้านทานตะวัน บริเวณที่ถนนพระร่วงตัดกับทางหลวงหมายเลข 101 รวมระยะทางทั้งหมดอยู่ในราว 120 กิโลเมตร เห็นจะได้ บรรยากาศสองข้างทางบนถนนประวัติศาสตร์สายนี้ มีเรื่องเล่าขานและตำนานที่น่าสนใจอีกมากมาย อันนอกเหนือไปจากทิวทัศน์อันสวยงาม ขอบคุณธรรมชาติ และบรรพบุรุษผู้รังสรรค์สวรรค์บนดินที่สวยงามให้กับพวกเรา….ขอบคุณค่ะ

ขนมวง….โดนัทไทยเมืองสองแคว


Thai Donut
ขนมวง

รู้สึกว่าเพิ่งเคยเห็นขนมนี้ครั้งแรกก็แถวเมืองพิษณุโลกนี่แหละค่ะ คนตั้งชื่อก็เข้าใจตั้งแบบง่ายๆ ตามลักษณะของขนมนะคะ ดูน่ารักดี คือมีลักษณะเป็นวงแหวนแบบโดนัทแต่เล็กจิ๋ว แบบกัดสบายปากไม่เลอะเทอะ หาซื้อได้ง่ายทั่วไปในทุกท้องที่ของจังหวัดพิษณุโลก แต่ของเขาก็มีเจ้าดังแบบชนิดที่เป็นที่นิยมของคนเมืองสองแควด้วยนะคะ…โปรดติดตามค่ะ

 

กระทะทอดขนมวง
น้ำมันเต็มกระทะ สำหรับทอดขนมวง

 

ขนมวงทอด
Thai Donuts ขนมวงหลังจากทอดเสร็จก่อนชุบน้ำตาลเคี่ยว

เดิมที่ Nakoi เข้าใจว่าขนมวงเนี่ย…..เป็นขนมไทยแท้พื้นถิ่นของชาวพิษณุโลก แต่ลองหาข้อมูลดูแล้ว ปรากฏว่าเป็นขนมพื้นถิ่นของชาวล้านนา นั่นก็หมายถึง จังหวัดแถบภาคเหนือตอนบน แต่คงจะอร่อยและเป็นที่นิยมมากจึงแพร่กระจายลงไปแถบภาคเหนือตอนล่างอย่างเช่น พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร และอื่นๆ ด้วย ถ้าใครมาแถบทางภาคเหนือตั้งแต่นครสวรรค์ขึ้นไป ก็เป็นอันว่า คงจะหาทานกันได้ในทุกท้องที่ บางครั้งชาวบ้านทางเหนือก็เรียก “ขนมวง” นี้ว่า “เข้าหนมวง” ส่วนไอ้คำว่า “เข้าหนม” หรือ “ข้าวหนม” เนี่ย ก็คือ ข้าวหวาน ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “ข้าวหวาน” กับ “ข้าวนม” จากการผสมกันของข้าวกับน้ำอ้อย หรือ น้ำตาล พอชาวบ้านพูดคำว่า “ข้าวหนม” ไปบ่อยๆ จึงเพี้ยนกลายเป็น “ขนม” ในที่สุด อันนี้ Nakoi ไม่ได้คิดเองนะคะ แต่ก็ฟังดูมีเหตุผล และเข้ากันได้ตามลักษณะและอุปนิสัยแบบไทยดี

 

น้ำตาลเคี่ยว (Thai Caramel) ใส่งา สำหรับชุบหรือโรยหน้าขนมวง
ขนมวงชุบน้ำตาลเคี่ยว

ขนมวงนี้มีส่วนผสมที่ดูแล้วทำได้ง่ายดายกว่าโดนัทฝรั่งเยอะเลยค่ะ ที่เห็นๆมาก็มีด้วยกันหลายสูตร ทั้งแบบโรยหน้าหรือเคลือบด้วยน้ำตาลเคี่ยว หรือคาลาเมลไทยนั่นแหละค่ะ กับแบบสอดไส้คาลาเมลไทยข้างในแป้ง (แถบเหนือตอนบน ของพวกไทยใหญ่) ส่วนตัวแป้งก็แค่ใช้แป้งข้าวเหนียวทั้งขาวและดำได้หมด ผสมกับกล้วยน้ำว้า หรือฟักทองบด ใส่กะทิ น้ำตาล เกลือ นิดหน่อย ตามระเบียบของขนมไทยแท้ ปั้นเป็นวงแหวน แล้วนำไปทอด พอสุก สะเด็ดน้ำมัน แล้วชุบหน้าด้านหนึ่งด้วยน้ำตาล หรือน้ำอ้อยเคี่ยว เป็นอันเสร็จ สูตรมีเยอะแยะ หาได้ง่ายตามเว็บไซด์ต่างๆ นะคะ เผื่อใครอยากลองทำดู สำหรับคนไม่ชอบทำ ก็หาซื้อทานเอาค่ะ มีขายทั่วไปอย่างที่บอกราคาไม่แพง อย่างร้านดังของชาวพิษณุโลก คือ “ขนมวงโบราณแม่แอ๊ด” สูตร ๓๐ ปีค่ะ

 

ขนมไข่เหี้ย ร้านแม่แอ๊ด
ขนมไข่เหี้ย

ร้านนี้ขายขนมวงกับขนมไข่เหี้ยลูกจิ๋ว ตั้งอยู่ที่ถนนริมน้ำด้านวัดจันทร์ตะวันออก (แต่อยู่หัวมุมคนละฝั่งถนนกับวัดนะคะ) ใครมีธุระปะปัง หรือผ่านไปแถวนั้นก็ลองแวะชิมกันได้นะคะ ที่ร้านนี้น้ำตาลโรยหน้า เขาใส่งาลงเป็นด้วย ช่วยเป็นตัวชูรสให้มีกลิ่นหอมอ่อนของงา เวลาเคี้ยวแล้วสะดุดเมล็ดงาเล็กๆ แหม! มันเพิ่มความอร่อยได้เหมือนกันแฮะ…… ร้านป้าแอ๊ดขายถุงละสิบบาท ยี่สิบบาท ใช้กระทงใบตองใส่รองให้ด้วย Nakoi ชอบมากกว่าใช้กระดาษหรือถาดโฟมรองค่ะ มันดูเป็นธรรมชาติ และบ้านๆ ดีค่ะ ขนมทอดใหม่ๆ กรอบนอกนุ่มในหวานหอมน้ำตาลและงา….อืมมมมมมมม