คลังเก็บหมวดหมู่: Las Vegas

Your Junk…..My Treasure


Last Thursday, Nakoi and Namai passed a church on Warmspring road. There was a sign that caught my eye. It said “ Yard Sale Fri-Sat 8:00-5:00”. Namai and I looked at each other. Bingo!

ประมาณ 10 ปี มาแล้วเห็นจะได้ น้าหมายเคยพาน้าก้อยไปที่โบสถ์นี้ ตอนเขามีงานขายของเก่าหาเงินเข้าโบสถ์ หรือที่เขาเรียกกันว่า “Yard Sale” นั่นแหละ จำได้ขึ้นใจ เพราะว่าตอนนั้น คนที่โบสถ์ส่งถุงพลาสติกให้คนละใบ แล้วบอกว่า “ใส่อะไรลงไปในถุงนี้ก็ได้ เท่าไหร่ก็ได้ที่ถุงนี้สามารถจุได้ โดยมีมูลค่า 1 เหรียญ” ครั้งนั้น ได้ของมาสารพัด เป็นที่สนุกสนานเบิกบานใจ

เท่านั้นยังพอ น้าก้อยยังบอกให้เพื่อนน้าหมายเตรียมตัวกันไปจับจ่ายอีกด้วย

 

On Friday, after my breakfast, both of us were very hurry to go to that church. This time did not like ten year ago because yard sale was carried inside the church and no more $1 for each bag.

That’s ok.

 

 

We chose many items that we like such as two nice scarves, one designer hat, one notebook, one canvas bag, two Japan ceramic dolls, and etc. Total came out $5. WoW! Very happy.

 

They are worth more than what I paid.

Recycle!

Big Dune….Big Scary


บันทึก 21 เมษายน 2552

 

วันนี้ Nakoi เตรียมทำผัดพริกลูกชิ้นปลาใส่ถั่วฝักยาวหั่นฝอยหนึ่งหม้อ พร้อมข้าวสวยอีกหนึ่งหม้อ น้ำดื่ม, ขนม และผลไม้ อีกพร้อม พวกเรา อันประกอบไปด้วย Nakoi, พี่หมาย, อาจารย์กมล, พี่นวล, พี่โต้ง, และคณะอาจารย์ศิลปะจากเมืองไทย(อาจารย์คเณศ, อาจารย์ฉลอง, พี่สาธิต, หน่อง, และสุริยา) ตกลงกันว่าเราจะไปเที่ยวและเขียนรูปกันที่ Ghost Town Rhyolite เมื่อข้าวของพร้อม อุปกรณ์เขียนรูปพร้อม เราก็ออกเดินทาง ระหว่างทางก่อนถึงเราผ่าน Sand Dune ขนาดใหญ่ สวยแปลกตา บนเส้นทางสาย US 95 มีป้ายติดไว้ว่า “Big Dune” อาจารย์กมลตั้งใจว่า เดี๋ยวขากลับจะแวะเขาไปดูซะหน่อย

 

Photo by SLGibbs
"Big Dune" Photo by SLGibbs

 

 

เมื่อไปถึง Ghost Town อากาศเริ่มร้อน ประกอบกับในบริเวณนั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่แม้นแต่ต้นเดียว จึงทำให้รู้สึกร้อนมากกว่าปกติ แถมยังไม่มีผู้คนอีกด้วย สมกับเป็นเมืองผีซะจริงเชียว ไอ้ที่คิดว่าจะไปนั่งเขียนรูปเป็นอันตกไป หรือแม้นแต่จะหาร่มไม้นั่งทานข้าวกลางวันก็ยังไม่มี ครั้นพอเจอร่มเงาเข้าหน่อย กำลังจะจัดเตรียมสำรับอยู่เชียว อาจารย์กมลก็ทักว่า “อย่าทานข้าวที่นี่เลย” มันวังเวง เดี๋ยวเขาจะมาขอทานด้วย แล้วจะบ่นเราได้อีกว่า “มันกินไรกันว่ะ รสชาติแปลก เผ็ดอีกตะหาก” พวกเราก็พากันหัวเราะงอหายกับมุขนี้ จึงรีบขับรถกันออกมา หลังจากที่เดินดูรอบๆ กันแล้ว และมาแวะทานข้าวกันที่สวนสาธารณะในตัวเมืองแทน

 

เหมืองทองร้างที่เมือง Rhyolite
เหมืองทองร้างที่เมือง Rhyolite

 

 

ระหว่างทางกลับเราก็ได้แวะเข้าไปตามป้ายทางเข้าที่บอกว่า  “Big Dune” ทางเข้าเป็นทางหินดินทรายที่ขรุขระคล้ายลูกรังบ้านเรา แต่สีไม่แดง ลักษณะถนนเป็นแบบทางขวัญใจพวกขาลุย Off Road แต่สำหรับรถอย่างพวกเรานั้น ไม่สนุกเอาซะเลย แถมลุ้นซะอีก เพราะไม่มีรถใครสักคัน นอกจากรถเรา ยิ่งขับไปแทนที่จะเข้าใกล้ Dune กลับยิ่งห่างออก….ห่างออก……….. จนเราต้องวนรถกลับมาทางเดิม และขับเข้าไปในทางแยกอีกทาง เจอรถคันหนึ่ง จอดตั้งแค้มป์แบบค้างคืนอยู่เพียงหนึ่งรายเท่านั้น

 

พอหาที่จอดรถเหมาะๆ ได้แล้ว เราก็ลงมาจัดแจงหาที่เฉพาะตัว เขียนรูปกันตามอัธยาศัย วันนี้โชคดีที่ไม่มีลม แต่ก็ร้อนใช้ได้ถ้าไม่ได้อยู่ในร่ม  เราอาศัยร่มเงาจากตัวรถ นั่งเขียนรูปกันได้สักพัก ได้มาคนละรูปสองรูป พร้อมกับถ่ายภาพเป็นที่ระลึก แล้วก็จากมา……….ก่อนจาก……… หลายคนพากันหามุมปล่อยทุกข์กัน แล้วอาจารย์ฉลองก็เตือนให้บอกเจ้าที่เจ้าทางซะหน่อย แถมยังพูดขึ้นว่า “แล้วเราจะบอกเป็นภาษาไรกันดีหว้า…………..”

 

เขียนรูปกันกลางทะเลทราย ที่ Big Dune, Amagosa, NV
เขียนรูปกันกลางทะเลทราย ที่ Big Dune, Amagosa, NV

 

 

บรรยากาศรอบๆ Big Dune
บรรยากาศรอบๆ Big Dune

 

ขากลับออกจาก Big Dune ระยะทางออกสู่ถนนใหญ่ US 95 เพียงแค่สี่ไมล์เศษๆ ที่แสนยาวไกลเมื่อตอนขาเข้า มันช่างเร็วกว่ากันเกือบครึ่งเห็นจะได้ แต่หน้าตาหลายคนก็บอกว่าดีใจที่ออกมาพ้นได้ เมื่อขับรถอยู่บนถนนใหญ่ได้สักพัก พี่โต้งก็เริ่มรู้สึกว่ารถมันสั่นขึ้น สั่นขึ้นเรื่อยๆ………แบบผิดปกติ………. แกลองเหยียบคันเร่ง รถก็เร่งขึ้นได้แต่พวงมาลัยเริ่มสั่นๆ แรงขึ้น และแรงขึ้น………. ทำให้ต้องจอดรถดู ตอนนั้นเป็นเวลาใกล้ทุ่มแล้ว พวกเราช่วยกันลงไปดูล้อรถทั้งสี่ด้าน พี่หมายดูล้อหลังด้านขวา พี่โต้งเดินดูรอบๆ แล้วแกก็ว่าไม่มีไร ไปเถอะเดี๋ยวมืด แต่พี่หมายบอกเดี๋ยวๆ พี่………….แกหมุนน๊อตที่ล้ออยู่ เพราะแกจับดูแล้วรู้สึกว่ามันหลวม แล้วก็รีบวิ่งขึ้นรถแทบไม่ทัน………. พอเริ่มออกรถ…..อาการเดิมก็เริ่มขึ้นอีก คราวนี้พี่โต้งลองเหยียบคันเร่งอีก พวงมาลัยสั่นมากเลยคะพี่น้อง………..สักพักสุริยาที่นั่งอยู่ทางด้านหลังทางซ้ายมือ เห็นอะไรหลุดกระเด็นออกไปจากรถ….พี่โต้งต้องจอดรถทันที…….. แล้วทุกคนก็กรูกันลงไปดูที่ทางด้านซ้ายหลังของรถ ที่ล้อ……….ทุกคนพบว่า………..น๊อตที่ติดกระดุมล้อนี่เอง ที่หลุดกระเด็นออกไป น๊อตที่ติดไว้หกตัว เหลืออยู่เพียงสามตัว แถมหลวมสุดๆ สุริยาวิ่งไปเก็บน๊อตตัวที่กระเด็นหลุดออกไป หน่องซึ่งเป็นคนที่รู้เรื่องรถราดีเยี่ยมคนหนึ่งในคณะ บอกอาการได้อย่างชัดเจน น๊อตตัวที่เก็บได้ หักขาดออกโดยส่วนที่เหลือคาอยู่ในช่องที่ติดล้อ แรงเหวี่ยงของรถที่กระแทกมันช่างรุนแรงซะจนทำให้น๊อตเหล็กตัวใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบหนึ่งนิ้วขาดกระเด็นหลุดออกไปได้ เราจะทำไงกันดี รถไม่มีล้อจะวิ่งไปได้ยังไง……..

 

 

ผลงานภาพสีน้ำที่ Big Dune ของศิลปินใหญ่คะ
ผลงานภาพสีน้ำที่ Big Dune ของอาจารย์กมล

 

บนถนนกลางทะเลทราย ในเวลาที่ใกล้มืดแล้ว ไม่มีบ้านช่องผู้คน หรือร้านรวงใดๆ ทั้งสิ้น จะไปหาร้านซ่อมรถจากที่ไหนได้ เหลือระยะทางอีกหกสิบไมล์จึงจะถึงตัวเมืองลาสเวกัส…..จะทำยังไงกันดี……หน่องตรวจดูอาการแล้ว เห็นว่าน๊อตที่ยังเหลืออยู่สามตัวนั้น จะต้องย้ายมาติดให้อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกันข้ามกันหมด ซึ่งจะพอทำให้ช่วยพยุงล้อไปได้ และถ้าวิ่งไปด้วยความเร็วไม่เกินสามสิบไมล์ก็จะพอวิ่งพาล้อเจ้ากรรมนี้ไปได้จนเข้าเมือง หาซื้ออะไหล่และหน่องก็จะใส่น๊อตกลับเข้าไปได้ครบทุกตัว ไอ้ที่จะหาร้านซ่อมรถคงจะยากเพราะคงจะปิดกันไปหมดแล้ว เราประมาณเวลาดูแล้ว เห็นว่าน่าจะขับรถถึงในเมืองตอนประมาณสามทุ่มกว่า……………พี่โต้งเดินตรวจล้ออื่นๆ แล้วก็พบว่าน๊อตที่ล้ออื่นๆ ก็หลวมเช่นกัน จึงขันให้แน่นหมดทุกตัว แล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อ ด้วยความเร็วไม่เกินสามสิบไมล์ต่อชั่วโมง…………………ตอนนี้ใครๆ ในรถจะนั่งท่องนะโมกันมาหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ………จนเข้าเมืองได้…………….เย่…………. และแวะร้านขายอะไหล่ที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ร้านที่ว่านี้ก็ดันมีติดร้านอยู่แค่สองตัวเอง……ต้องตระเวนหาไปอีกสองร้านจึงจะได้น๊อตครบตามต้องการ………………แล้วเราก็ถึงบ้าน……..ด้วยความตื่นเต้นและหิวโซ……………หน่องกับคนอี่นๆ ช่วยกันซ่อมรถจนสำเร็จเรียบร้อยไปได้ด้วยดี…………..พี่โต้งบอกว่า พี่เก็บหินภูเขาไฟก้อนขนาดเกือบเท่าลูกฟุตบอลมาจาก Big Dune  หนึ่งก้อน สงสัยพรุ่งนี้ต้องเอาไปคืนซะแล้วววววววว………….กร๊ากกกกกกกกกกกกก……

First Friday….ศุกร์แรก…สุขแรก


ศุกร์แรก….หรือ “ความสุขมาเป็นอันดับแรก”  (ซึ่งอันนี้เป็นความหมายส่วนตัวคะ ใครนิยมชมชอบจะยืมเป็นใช้บ้างก็ไม่หวงนะ)

 

แสดงภาพเขียน Las Vegas First Friday
แสดงภาพเขียน Las Vegas First Friday

 

ไอ้วันศุกร์เนี่ยมันก็มีอยู่ทุกสัปดาห์ และทุกเดือนอยู่แล้ว และส่วนมากใครๆ ก็ชอบวันศุกร์กันทั้งนั้น เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ที่ไม่ต้องไปทำงาน แต่ “ศุกร์แรก” หรือ “สุขแรก” (ของดิฉัน) ที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ก็คือ เทศกาลงานศิลปะ ที่ใช้ชื่อว่า “First Friday” ที่ถูกจัดขึ้นเป็นกิจกรรมประจำเมืองลาสเวกัส ในทุกวันศุกร์แรกของทุกเดือน ความคิดในการจัดงานที่ตั้งนิยามของชื่อกิจกรรมซะเก๋ไก๋นี้ ผู้ตั้งชื่อและผู้จัดงานก็คือ องค์กรการกุศลที่ไม่ค้ากำไร ชื่อ “Whirlygig, Incโดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรมของเมืองลาสเวกัส (ฝ่ายบริหารบ้านเมืองนั่นเอง) ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมทางด้านศิลปะ แก่ผู้คนในท้องถิ่น ขณะนี้งานนี้ได้ขยายวง กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ ไปด้วย

 

Dancing on the street
Dancing on the street

 

เทศกาลงานศิลปะที่ว่านี้ จะถูกจัดขึ้นทุกวันศุกร์แรกของเดือน ตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นไปจนถึงสี่ทุ่ม ในบริเวณย่าน downtown culture ของเมืองลาสเวกัส ในงานจะประกอบได้ด้วยการแสดงงานศิลปะทุกประเภท ตั้งแต่ ทัศนศิลป์, ดนตรี, การแสดง ไปจนถึง พวกกาพย์ โคลงกลอน และงานหัตถกรรมต่างๆ เป็นต้น อาคารในย่านที่จัดแสดงจะประกอบไปด้วยห้องแสดงงานศิลปะ, เวทีแสดงดนตรี, ลานอ่านกลอน, ร้านขายของเก่า, ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ร้านเหล่านี้มีทั้งที่เป็นอาคารถาวร และร้านแบบแผงลอย

 

นักกล��นกำลังร่ายกล��นสด
นักกลอนกำลังร่ายกลอนสด

การแสดงงานศิลปะข้างถนน จะมีตั้งแต่วงดนตรีประเภทวณิพก และวงดนตรีวงใหญ่แบบครบวงมีไม่ต่ำกว่า 5 เวที ซึ่งจะตั้งอยู่บนถนนที่ปิดกั้นการจราจรสำหรับกิจกรรมนี้,  งานภาพเขียน, ภาพพิมพ์ และประติมากรรม, การเต้นของกลุ่มวัยรุ่น, และ การอ่านกาพย์, โคลง และกลอน ของชมรม Las Vegas Poet เป็นต้น

 

นักร้��งพร้��มวงแบบครบชุด
นักร้องพร้อมวงแบบครบชุด

 

สิ่งประทับอย่างหนึ่งของดิฉัน นอกจากจะได้ฟังดนตรี, งานศิลปะ, และการแสดง ฟรีแล้ว ยังได้ดูผู้คนแต่งเนื้อแต่งตัวกันอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบบที่หาดูตามถนนได้ไม่ง่ายนัก คนเหล่านี้เหมือนถูกดูดให้มาอยู่รวมกันในที่เดียว มีตั้งแต่วัยรุ่น ไปยันวัยร่วง ของคนทั้งสี่เพศ (เดี๋ยวนี้คนมิใช่มีเพียงหญิงและชายเท่านั้นนะคะ) ใครได้ผ่านมาแถวนี้ก็อย่าลืมมาแวะชมกันได้นะคะ

 

 ff11

 

วันนี้…เป็นวันศุกร์แรกของเดือนธันวาคม ขอเิริ่มต้นเดือนด้วยวันสุข….วันที่…ความสุขมาเป็นอันดับแรก ต้อนรับเทศกาลรื่นเริงแห่งปีที่กำลังจะมาถึง……ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้านะจ้ะ….

 

ปล..กระเทยในรูปอะ เขาเป็นกระเทยจริงเป่าอะ…ใครขอถ่ายรูปเป็นต้องจับเต้าเขาไปหมด….สังเกตดูดิ…

Ghost Town…ปรือออออ….


ขึ้นชื่อว่า “ผี” ใครไม่กลัวยกมือขึ้น อิ อิ อิ…ไม่มีใครยกมือ

ครั้งแรกที่ได้ยินว่า “Ghost Town” หรือเมืองผีเนี่ย เจ้าขนแขนมันก็สแตนด์อัพซะแล้ว แหม! คุณสามีใจดีจังบอกจะพาเมียไปเที่ยวเมืองผี….จ๊ากกกก…อะไรกันเนี่ยที่รัก แปลว่าอะไรหล่ะเนี่ย จะพาเมียไปเที่ยวเมืองผีหนะ…

เส้นทางสาย US95 ขึ้นไปทางเหนื��ข��งเมื��งลาสเวกัส
เส้นทางสาย US95 ขึ้นไปทางเหนือของเมืองลาสเวกัส

พี่หมาย:   น้อง ๆ พรุ่งนี้ตื่นเช้าเตรียมตัวให้พร้อมนะ อาหารการกิน น้ำท่า เตรียมให้พร้อมนะ พี่จะเตรียมกล้องไปจับภาพไว้เป็นหลักฐาน
ก้อย:       ไปเที่ยวเหรอพี่ ไปไหนคะ
พี่หมาย:   Goldwell Rhyolite Ghost Town
ก้อย:       Ghost Town พี่ไม่กลัวผีเหรอ
พี่หมาย:   พี่ไม่กลัวหรอกน้อง พี่เพียงแต่เกรงใจเท่านั้นแหละ แล้วเราก็ไปกันตอนกลางวันนะ ไม่ต้องห่วง มีอะไรพี่จะ….วิ่งนำหน้าน้องเอง…..ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..

 

ชาวบ้านขายข��ง Yard Sale ระหว่างทางก่��นเข้าเมื��ง Beatty
ชาวบ้านขายของ Yard Sale ระหว่างทางก่อนเข้าเมือง Beatty

 

เราเตรียมตัวจัดข้าวปลาอาหาร ขนมขบเคี้ยว และน้ำดื่มกันอย่างพร้อมเพรียง กล้องถ่ายรูป แบตเตอรี่ และเม็มโมรี่การ์ดแวะเติมน้ำมันเต็มถังก่อนออกจากเมือง ออกรถจากปั๊มน้ำมันได้สักพัก

 

รถบรรทุกบนเส้นทางไปยังเมื��ง Beatty
รถบรรทุกบนเส้นทางไปยังเมือง Beatty

 

 

 

 

สามแยกทางเข้าเมื��ง Beatty จาก US95
สามแยกทางเข้าเมือง Beatty จาก US95

 

 

 

พี่หมาย:   น้องๆ เอาขนมผักกาดตักใส่ปากพี่หน่อยดิ อยู่เฉยๆ ทำไม
ก้อย:      โอ้โห! ออกจากบ้านได้ไม่ถึงห้านาที หิวอีกแล้วเหรอ
พี่หมาย:   ก็มือมันทำงานแล้วปากมันว่างนะ
ก้อย:      มันก็รู้สึกตื่นเต้นดีเหมือนกันนะพี่ อยากรู้ว่าเมืองผีมันจะหน้าตาเป็นยังไง คนที่นี่เขาก็แปลกเน้อ ทำไมเอาเมืองร้างมาทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ สงสัยว่าเมืองนี้คนมันคงจะตายทั้งเมืองหล่ะมั้ง เป็นโรคระบาดตาย หรือว่าโดนฆ่าตายกันทั้งเมือง ก็ไม่รู้เน้อ
พี่หมาย:  ถ้าอยากรู้นะตักขนมผักกาดใส่ปากพี่เร็วๆ อย่าช้า เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

 

 

Beatty Museum บนทางผ่านไปเมื��ง Rhyolite
Beatty Museum บนทางผ่านไปเมือง Rhyolite

 

Goldwell Rhyolite Ghost Town นั้นเป็นเหมืองแร่ทองคำที่จัดเป็นเหมืองแร่แหล่งสุดท้ายในมลรัฐเนวาด้า เป็นเหมืองที่มีความเจริญที่สุดของมลรัฐเนวาด้าในช่วงราวปี 1905

 

ป้ายบ��กทางเข้า Goldwell
ป้ายบอกทางเข้า Goldwell

 

เมืองRhyolite (รายโอไลท์) นี้ตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองลาสเวกัสเป็นระยะทาง 120 ไมล์ บนเส้นทางสาย US95 ติดกับเขตแดนทางด้านตะวันออกของ Death Valley National Park ใช้เวลาขับรถจากลาสเวกัสประมาณชั่วโมงกว่าๆ โดยเส้นทาง US95 ขึ้นไปทางเหนือจนถึงเมือง Beatty แล้วแยกต่อไปตามป้ายบอกทางไปเมือง Rhyolite ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

 

ถนนทางเข้าสู่เมื��ง Rhyolite
ถนนทางเข้าสู่เมือง Rhyolite

 

เหมืองทองนี้เป็นเหมืองทองที่บูมที่สุดในยุคนั้น เป็นชุมชนที่มีผู้คนอยู่อาศัยราว 10,000 คน เริ่มก่อตั้งจากการเป็นแค้มป์ของคนงานเหมืองแร่ชื่อ Frank “Shorty” Harris และ “Ernest L. Cross” ในราวปี 1904 จากชุมชนขนาดเล็กได้ขยายและเติบโตเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในมลรัฐเนวาด้า ในยุคนั้น เมืองนี้ประกอบไปด้วยอาคารตึก ที่ใช้เป็นบ้านเรือน, ร้านค้า, อาคารสำนักงาน, ธนาคาร, โรงเรียน และสถานีรถไฟ เป็นต้น

 

ซาก��าคารสถานีรถไฟเก่า
ซากอาคารสถานีรถไฟเก่า

 

ซาก John S.Cook & Co Bank
ซาก John S.Cook & Co Bank

 

ป้าย��ธิบายพร้��มรูปภาพเก่าข��ง��าคาร
ป้ายอธิบายพร้อมรูปภาพเก่าของอาคาร

 

ในปี 1907 ได้เกิดเหตุวิกฤตทางการเงิน ทำให้ธุรกิจหลายแห่งเริ่มปิดตัวลง จนกระทั่งในปี 1916 ผู้คนได้เริ่มอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากเมือง และทิ้งเมืองนี้ให้กลายสภาพเป็นเมืองร้างในที่สุด

ซากอาคาร HD & LD Porter ปี 1906
ซากอาคารธนาคาร

ปัจจุบันคงเหลือแค่เพียงซากอาคารเก่าที่พุพัง เป็นหลักฐานบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตเท่านั้น

 

พี่หมาย: เป็นไงน้อง…น้ำหน่อยน้อง คอแห้งแล้ว
ก้อย: แหม! เราก็นึกว่าเขาเป็นโรคระบาดตายกันทั้งเมือง หรือว่าโดนฆาตกรรมกันทั้งเมือง
โอ้โห! ทิวทัศน์สองข้างทางมันกว้างใหญ่ สวยแปลกตาไปอีกอย่างนะพี่
พี่หมาย: เดี๋ยวไปถึงจะเห็นว่ามันมีอย่างอื่นน่าสนใจอีกนะ นอกจากซากตึกร้างแล้วนะ
ถ้าเจอผีหล่ะก็ อย่าได้ตกใจไปเชียวน้อง ดูแล้วบรรยากาศมันก็วังเวงใช้ได้ทีเดียว เราใกล้ถึงกันแล้ว
ก้อย: คนไม่เห็นมีเลยพี่ อ้อ…นั่นไง เห็นแล้ว สองสามคน คนน้อยมากเลยเน้อพี่ ว่าแต่ว่าไอ้ที่เราเห็นเนี่ย มันคนหรือเปล่านะซิพี่
พี่หมาย: โหะ…พูดไรยังงั้นฟะ คนยิ่งปอดแหกอยู่ด้วย กลางวันแสกๆ บอกแล้วไงว่าจะวิ่งนำ ยังไงก็วิ่งตามให้ทันหล่ะกัน พี่จะไปจอดรถตรงโน้นดีกว่า จะได้ร่มหน่อย

 

ในปี 1984 มีศิลปินชาวโปแลนด์ชื่อ “Albert Szukalski” ได้มาพบเมืองนี้เข้า แล้วเกิดความประทับกับซากปรักหักพังของอาคารเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลทราย Amargosa จึงได้สร้างสรรค์งานประติมากรรมทั้งหมด 7 ชิ้น โดยร่วมมือกับเพื่อนศิลปินชาวยุโรปอีก 3 คน

ผลงานประติมากรรมข��ง Albert Szukalski ชื่�� The Last Supper
ผลงานประติมากรรมของ Albert Szukalski ชื่อ The Last Supper

 

The Venus of Nevada 1992" ผลงาน Dr.Hugo Heyrman ศิลปินชาวเบลเยี่ยม
"Lady Desert: The Venus of Nevada 1992" Artist Dr.Hugo Heyrman

ปัจจุบันนี้ประติมากรรมขนาดใหญ่ทั้ง 7 ชิ้นนี้ได้ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้า Rhyolite Townsite โดยทางการได้ตั้งชื่อว่า Goldwell Open Air Museum ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ National Project ที่มีศิลปิน Eames Demetrios ใช้เป็นที่ทำงานของเขา

ประติมากรรมที่ติดตั้งและเป็นสัญญลักษณ์ข��ง Goldwell Open Air Museum
ประติมากรรมที่ติดตั้งและเป็นสัญญลักษณ์ของ Goldwell Open Air Museum

 

"Icara 1992" โดย Dre Peeters
"Icara 1992" Artist Dre Peeters

 

 

พี่หมาย: เป็นไงน้อง…เห็นมั้ยพี่บอกแล้วให้เตรียมข้าวปลาอาหาร น้ำ่ท่า ขนมขบเคี้ยวมานะ เป็นไง แห้งแล้งขนาดนี้ คนไม่มี มีแต่ผีนะเนี่ย หิวขึ้นมาไปหาที่ไหนกินได้หล่ะ

ก้อย:     ก็งั้นดิพี่  ดีนะเนี่ยที่เชื่อพี่ ที่นี่มันก็สวยแปลกตาไปอีกแบบนะ อีกอย่างหนึ่งที่ดีของที่นี่ ก็คือมันฟรีนะ ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม อยากจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ทุกเวลาทุกวัน

"Chained to the Earth 1992" โดย Davis Spicer
"Chained to the Earth 1992" Artist Davis Spicer
"Tribute to Shorty Harris 1994" Artist Fred Bervoets
"Tribute to Shorty Harris 1994" Artist Fred Bervoets

 

Goldwell Open Air Museum นี้เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดเวลา 24/7 (ตลอด 24 ชั่วโมง และเจ็ดวันต่อสัปดาห์) มีห้องแสดงนิทรรศการและร้านขายของที่ระลึกซึ่งจะเปิดในวันหยุดสุดสัปดาห์บางสัปดาห์ ช่วงเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเริ่มคลายร้อนและเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว รายละเอียดเพิ่มเติมหาได้จาก www.goldwellmuseum.org ใครที่สนใจอยากไปเที่ยว ก็อย่าลืมชวนกันไปหลายๆคนหน่อยแล้วกัน ยิ่งใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดินนะ จะดูสวยแปลกตาไปอีกอย่าง ที่นี่จะเป็นที่นิยมของนักถ่ายภาพ เป็นแหล่งถ่ายภาพที่ขึ้นชื่อของนักถ่ายภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเลยหล่ะ