คลังเก็บหมวดหมู่: ศิลปะ

“หวนคนึงหา” โดย สมหมาย มาอ่อน


ศูนย์ศิลปะตูดยุง
6 เมษายน ถึง 8 มิถุนายน 2562

ศูนย์ศิลปะตูดยุงมีความยินดีในการนำเสนอนิทรรศการ ผลงานประติมากรรมครั้งแรกในรอบปี ของประติมากรร่วมสมัยไทย “สมหมาย มาอ่อน” กับผลงานชุด “หวนคนึงหา” ด้วยการผสมผสานกันของผลงานบางส่วนจากอดีต กับผลงานชุดใหม่ล่าสุด ให้นำเสนอและถ่ายทอดผลงานประติมากรรมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างบรรจง
ตัวประติมากรรมเหล่านั้น บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตของไทยและนิทานพื้นบ้านอันเป็นอมตะ ผ่านวัสดุที่ศิลปินได้เลือกนำมาใช้จากธรรมชาติ และเป็นวัสดุที่ใช้ในงานฝีมือช่างไทยมาแต่อดีต อย่างดินจากสุโขทัย ไม้สักเก่าที่หาได้ในชุมชนท้องถิ่น และผงสีจากธรรมชาติ อาทิ ขมิ้น หรือ ปูนขาว ศิลปินได้ใช้วัสดุเหล่านั้นในการสร้างรูปทรงและรายละเอียดผลงานประติมากรรม ความสง่างามและเส้นอย่างเรียบง่ายในรูปทรงผลงาน แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและงดงามของวัฒนธรรมไทยในอดีต ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เรื่องความไม่จีรังยั่งยืน
สำหรับผลงานล่าสุดของสมหมาย มาอ่อน ชุด “ความทรงจำจากวัยเยาว์” นั้น ศิลปินได้ทำงานร่วมกับหญิงชาวบ้านในชุมชนผลิตเครื่องปั้นดินเผาทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย โดยได้สร้างรูปทรงผลงานตามความทรงจำของศิลปิน จากนิทานก่อนนอนเมื่อครั้งเยาว์วัย เป็นการถ่ายทอดท่วงท่าวิถีการดำเนินชีวิตชาวบ้าน เพื่อฉายให้เห็นภาพอันชวนหลงใหลของนิทานพื้นบ้าน ฝีมือช่าง และประเพณีที่ยังคงสืบสานดำรงอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนั้น ศิลปินยังได้นำลูกกระสุนดิน ที่ชาวบ้านทำไว้สำหรับไล่นกกา มาสร้างผลงานเพื่อแสดงให้เห็นถึงการมีสติและสมาธิกับความเป็นปัจจุบัน

นิทรรศการครั้งนี้เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ถึง 8 มิถุนายน 2562

เกี่ยวกับศิลปิน
สมหมาย มาอ่อน สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันเป็นประติมากรที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและอาจารย์ประจำสาขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เคยอาศัยอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียและเนวาด้าเกือบยี่สิบปี หลังจากนั้น จึงย้ายกลับมายังถิ่นฐานบ้านเกิด หวนกลับสู่ความคุ้นเคยในวิถีพื้นเพเดิมของตน
แสดงผลงานผ่านนิทรรศการหลายครั้งใน ประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น ที่ LA Artcore เมืองลอสแองเจลลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเมืองลาสเวกัส มลรัฐเนวาด้า ได้รับรางวัลหลายครั้ง อาทิ รางวัลผลงานยอดเยี่ยม Asian Art Now 2001 รวมทั้งยังมีนิทรรศการแสดงผลงานประติมากรรมในประเทศไทยหลายครั้ง เช่น ที่หอศิลป์แห่งชาติ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ หอศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหอศิลป์มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น
ผลงานของสมหมาย ถูกเก็บสะสมโดยองค์กรสถาบันและบุคคลหลายแห่ง รวมทั้งสมาคมสถาปนิกสยามในพระราชูปถัมภ์ ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ บริษัท โตชิบา (ประเทศไทย) จำกัด ดร.กมล สมวิเชียร และนายสมชาย อาชวานันทกุล

ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมที่
ศูนย์ศิลปะตูดยุง
74/3 หมู่ 4 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180

เวลาทำการ: ทุกวันเวลา 9.00-17.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Myrtille Tibayrenc
ผู้อำนวยการ

มือถือ: 084-914-5499
อีเมลล์: mtibayrenc@gmail.com
เว็บไซด์: http://www.tootyungartcenter.com

โฆษณา

แกงเห็ดถอบชะอม ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย


ฝนตกแบบนี้ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าถึงฤดูกาลที่เราจะได้ชิมเมนูเด็ดพื้นบ้านกันแล้ว ต้องนี่เลยค่ะ….เห็ดถอบ

เห็ดเผาะ
เห็ดถอบ

ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย เมื่อวานไปงานบวชมาค่ะ พี่มลฝากของดีมาให้ เป็นเห็ดถอบสองถุงใหญ่ (จริงๆ ก่อนหน้านี้หลายวันฝากแกงมาแล้วหนึ่งถุงใหญ่ Nakoi จัดการไปเรียบร้อยซะแย้ววววววววววววว

วันนี้ Namai ลงมือเก็บชะอมที่แตกยอดอ่อนเต็มต้น ทะลุฟ้าทะลุฝนทีเดียวนะคะ น้าว่าเย็นนี้ไม่มีพลาด ต้องแกงเห็ดถอบใส่ชะอม พ่อครัว (ตัว) ใหญ่ ลงมือเองเลยค่ะ ใช้เครื่องแกงแดงแบบแกงคั่วธรรมดานี่แหละ ใส่หมูเยอะหน่อย

เขาเริ่มหั่นเห็ดที่เม็ดโตหน่อยให้เป็นแว่นบางๆ จะได้เคี้ยวง่าย

เห็ดเผาะหั่น
เห็ดถอบหั่นเป็นแว่น

เด็ดยอดชะอม

20160710_181952

ซอยหอมแดง

หอยแดงซอยเป็นแว่น
หอมแดงหั่นแว่น

แล้วก็ตั้งกระทะคั่วหอมในน้ำมันหมูจนหอมใส่พริกแกงคั่วไปจนหอม แล้วใส่หมู

คั่วพริกแกงจนหอม
คั่วพริกแกง
แกงเห็ดเผาะ
แกงเห็ดถอบชะอมหมูใส่ชะอม

พอสุกก็ใส่เห็ด ใส่ชะอมเติมน้ำจนเดือด ปรุงรสตามชอบ แค่นี้เองเนี่ยนะ ชิมดูอู้หู น้ำต้มหวานจังแฮะ สงสัยจะต้องกินข้าวหมดหม้อหล่ะมั้งวันนี้

ปล. ดีที่วันนี้แกงไม่เผ็ดมากเพราะ Nakoi ปากเป็นแผลระบมค่ะ เลยอร่อยแบบไม่ทรมานมาก

สำหรับท่านที่ไม่รู้จักเห็นถอบนะคะ บางคนเรียกว่าเห็ดเผาะ (แต่ Nakoi ชอบเรียกว่าเห็ดถอบ เพราะมันออกเสียงไม่ค่อยจะถนัดดีค่ะ) เขาว่าเป็นเห็ดที่มีสรรพคุณและประโยชน์ ดังต่อไปนี้นะคะ  

– ช่วยในการบำรุงร่างกายให้ร่างกายแข็งแรง
– ช่วยรักษาอาการช้ำใน
– ช่วยป้องกันโรควัณโรค
– ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ดี
– ช่วยในการสมานแผลและผิวให้เรียบเนียน
– ช่วยในการลดอาการบวมหรืออักเสบ
– ช่วยแก้อาการร้อนใน และแก้ไข้
– ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว หยุดไหลได้ง่ายขึ้น
– ช่วยบรรเทาอาการคันตามนิ้วมือหรือนิ้วเท้า

(อ้างอิงจาก http://www.เกร็ดความรู้.net/เห็ดเผาะ )

Fountain by Marcel Duchamp


บทความนี้แปลและเรียบเรียงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา มิได้มุ่งหวังผลประโยชน์ด้านอื่นใด

This article was translated for education, not for any other profit.

Artist: Marcel Duchamp 1887–1968

Title: Fountain

Date: 1917, replica: 1964

Medium: Porcelain

Dimensions: Unconfirmed: 360 x 480 x 610 mm

Collection: Tate

Reference: T07573

http://www.tate.org.uk/art/artworks/duchamp-fountain-t07573

Retrieved on 10/07/2014

ข้อเขียนโดย โซเฟีย โฮเวิร์ด – เมษายน 2000 พิพิธภัณฑ์ศิลปะแทท ประเทศอังกฤษ

“Fountain “เป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงข องศิลปิน Marcel Duchamp และเป็นสัญลักษณ์แห่งศิลปะในศตวรรษที่ 20 ผลงานชิ้นจริงที่เป็นโถปัสสาวะชาย พร้อมลายเซ็น “R. Mutt 1917” กำกับอยู่ โดยการวางโถปัสสาวะนอนราบกับพื้นในตำแหน่งที่ผิดไปจากการติดตั้งเพื่อใช้งานจริงตามหน้าที่ของโถปัสสาวะชาย ผลงานจริงได้สูญหายไปแล้ว พิพิธภัณฑ์ Tate ได้จำลองผลงานชิ้นนี้ขึ้นในปี 1964 ด้วยวัสดุเครื่องเคลือบดินเผาไฟต่ำและเคลือบสี (glazed earthenware painted) ให้เหมือนกับของเดิมที่เป็นเครื่องเคลือบดินเผาไฟสูง (porcelain) พร้อมลายเซ็นที่จำลองขึ้นด้วยการเขียนด้วยหมึกดำ ผลงานชิ้นนี้เป็นตัวอย่างของงานที่ศิลปินเรียกว่า “readymade” คือผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ศิลปินได้คัดเลือกและเฉพาะเจาะจงว่า มันคืองานศิลปะ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรูปแบบแนวทางและรสนิยมของกลุ่มดาดา ที่สะดุดตา เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และรู้จักเป็นอย่างดี

Fountain 1917, replica 1964 Marcel Duchamp 1887-1968 Purchased with assistance from the Friends of the Tate Gallery 1999 http://www.tate.org.uk/art/work/T07573
Fountain 1917, replica 1964 Marcel Duchamp 1887-1968 Purchased with assistance from the Friends of the Tate Gallery 1999 http://www.tate.org.uk/art/work/T07573

แนวคิดดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากการพูดคุยถกเถียงกันระหว่างศิลปินและเพื่อนนักสะสมชาวอเมริกันชื่อ Walter Arensburg และศิลปิน Joseph Stella หลังจากการพูดคุยกัน ดูชอมได้นำโถปัสสาวะชายจากร้านขายอุปกรณ์สุขาภิบาล และส่งเข้าร่วมแสดงในงานนิทรรศการที่ถูกจัดขึ้นโดยสมาคมศิลปินอิสระ (Society of Independent Artists- สมาคมศิลปินอเมริกัน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1916 ตั้งอยู่ในเมืองนิวยอร์ก) คณะกรรมการบริหารสมาคมได้ปฏิเสธการเข้าร่วมแสดงของผลงานชิ้นนี้ ทั้งดูชอม และอเรนส์เบิร์คผู้เป็นสองกรรมการในคณะบริหารชุดนี้ จึงได้ลาออกจากตำแหน่งเป็นการประท้วงการตัดสินใจของคณะกรรมการ พร้อมกันนั้นได้มีบทความถูกเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเป็นที่เข้าใจว่าผู้เขียน คือ มาเซล ดูชอม นั่นเอง ในบทความกล่าวว่า โถปัสสาวะของมิสเตอร์มูทท์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดทำนองครองธรรม หรือผิดปกติแต่อย่างใด มันเป็นแค่โถปัสสาวะที่ไม่ได้มีความพิเศษ หรือผิดปกติไปกว่าอ่างอาบน้ำ ซึ่งพวกเราก็เห็นตั้งกันอยู่ทุกวันหน้าร้านขายเครื่องสุขภัณฑ์และระบบสุขาภิบาล ไม่ว่ามันจะเป็นฝีมือมิสเตอร์มูทท์เองหรือไม่ ผลงาน Fountain ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไร มากไปกว่า สิ่งซึ่งศิลปินได้เลือก และทำมัน   เขาได้นำบทความดังกล่าวนี้ไปติดไว้ เพื่อทำให้ตัวประโยชน์ใช้สอยของโถปัสสาวะหมดความสำคัญลงภายใต้ชื่อ และมุมมองที่ตัวศิลปินต้องการให้เป็น เป็นการสร้างสรรค์ทางความคิดในมุมมองใหม่ให้กับวัตถุ (บทความ ‘The Richard Mutt Case’, The Blind Man, New York, no.2, May 1917, p.5. นิตยสารดาดา ในนิวยอร์ค)

ในช่วงปลายของชีวิตดูชอม เขาได้ให้ความเห็น ในชื่อที่หมายถึงตัวตนของเขาในผลงาน ว่า Mutt มาจากคำว่า Mott Work ซึ่งเป็นชื่อของโรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตสุขภัณฑ์ แต่หากการใช้ชื่อ Mott มันจะฟังดูใกล้เคียงกับชื่อจริงมากเกินไป เขาจึงใช้คำว่า Mutt แทน ซึ่งมันเกิดขึ้นมาจากการ์ตูนช่องในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันอเมริกันที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยของผู้คนในขณะนั้น คือ “Mutt and Jeff” ด้วยบุคลิกของชายร่างอ้วนเตี้ยที่ดูสนุกสนานอย่าง Mutt และผอมสูงอย่าง Jeff ซึ่งเป็นชื่อที่คุ้นเคยและอยู่ในความนิยมของผู้คน ตามที่ศิลปินต้องการจะให้เป็น และยังเพิ่มชื่อ Richard ที่มีความหมายในภาษาฝรั่งเศส ที่หมายถึงถุงใส่เงิน ด้วยการใช้ตัวอักษร R นำหน้า Mutt ดูชอมได้ใช้ลายเซ็นนี้โดยที่เขาตระหนักอยู่เสมอว่า ตัว R เป็นตัวอักษรย่อของชื่อ อิโรเซ ราเวีย ซึ่งก็คือตัวของศิลปินเอง ที่มักจะปรากฏขึ้นเสมอๆ ในงานของเขาในช่วงสองปีหลัง (และยังปรากฏในจดหมายที่ตัวของดูชอมมักจะกล่าวถึง Mutt ในฐานะที่เป็นสุภาพสตรี บางคนตั้งข้อสังเกตว่าการที่โถปัสสาวะถูกวางนอนราบกับพื้นในลักษณะที่ผิดธรรมชาติการใช้สอยนั้น มีลักษณะโค้งเว้าไปตามสัดส่วนของร่างกายเพศหญิง และเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาของศิลปิน ที่ต้องการเล่นกับขอบเขตและข้อจำกัดทางด้านเพศ อันเป็นแนวคิดที่สำคัญยิ่งในการเป็นศิลปินของศิลปิน  มาเซล ดูชอม

Mutt and Jeff form https://creativeserendipitymemories.files.wordpress.com/2014/05/mutt__jeff_2.jpg
Mutt and Jeff form

อ้างอิงภาพ: https://creativeserendipitymemories.files.wordpress.com/2014/05/mutt__jeff_2.jpg

หลังจากนิทรรศการในปี 1917 ดูชอมได้นำผลงาน Fountain ไปให้เพื่อนของเขา คือ Alfred Steiglitz ผู้เป็นทั้งช่างภาพและเจ้าของห้องจัดแสดง เป็นผู้ถ่ายภาพผลงาน จึงทำให้ผลงานจริงได้มีการบันทึกภาพเก็บไว้ เพราะหลังจากนั้นผลงานชิ้นนี้ได้สูญหายไป

The original Fountain by Marcel Duchamp photographed by Alfred Stieglitz at the 291 (Art Gallery) after the 1917 Society of Independent Artists exhibit. Stieglitz used a backdrop of The Warriors by Marsden Hartley to photograph the urinal. The entry tag is clearly visible
The original Fountain by Marcel Duchamp photographed by Alfred Stieglitz at the 291 (Art Gallery) after the 1917 Society of Independent Artists exhibit. Stieglitz used a backdrop of The Warriors by Marsden Hartley to photograph the urinal. The entry tag is clearly visible

อ้างอิงภาพ:  https://en.wikipedia.org/wiki/Fountain_(Duchamp)

ภาพที่ปรากฏอยู่ด้านบน คือ ผลงานที่ทำจำลองขึ้น และได้กลายเป็นตัวต้นแบบให้กับผลงานจำลองในชิ้นหลังๆ ต่อมา ซึ่งมีทั้งหมด 15 ชุด ที่ได้ถูกจำลองขึ้นอย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์จำนวน 4 ครั้ง คือ ในปี 1951 1953 1963 และ 1964 ผลงานชิ้นที่สะสมอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Tate คือผลงานชิ้นที่ 2 ในชุด 8 ชิ้นที่ผลิตโดย the Galleria Schwarz ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อตุลาคม ปี 1964 นอกจากนี้ ยังมีแผ่นป้ายที่ฐานแกะสลักลายเซ็นมาเซล ดูชอม ในแต่ละชิ้นงาน พร้อมบอกวันที่สร้างสรรค์ผลงานจริง และจำลองผลงาน ชื่อผลงาน ผลงานชุดที่ และชื่อผู้ผลิต คือ ‘Galleria Schwarz, Milan’

บาร์บาร่า เฮพเวิร์ท (Barbara Hepworth) – ประติมากรแห่งโลกสมัยใหม่


บาร์บาร่า เฮพเวิร์ท (Barbara Hepworth) ประติมากรหญิงชาวอังกฤษ มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1903-1975 เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางแห่งเมืองเวคฟิลด์ (Wakefield) ได้ฝึกฝนเรียนรู้งานประติมากรรม และได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษาจากโรงเรียนสอนศิลปะลีดส์ (Leeds School of Art) ศึกษาต่อจนจบที่วิทยาลัยศิลปะรอยัล (the Royal College of Art) มีชีวิตอยู่ร่วมสมัย ได้พบและเป็นเพื่อนกับศิลปินเฮนรี่ มัวร์ (Henry Moore) ประติมากรชื่อดัง และมีความเป็นไปได้ว่าความเป็นเพื่อนกันนี้ทำให้เฮพเวิร์ทอาจได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมหินจากเฮนรี่ มัวร์ เฮพเวิร์ท จัดอยู่ในพวกศิลปินกลุ่มหัวก้าวหน้าของอังกฤษแห่งยุคศิลปะสมัยใหม่ (Avant-garde) งานในช่วงปี ค.ศ. 1951 เป็นต้นมา หลังจากที่หย่าขาดจากสามีคนที่สองคือ นิโคลสัน (Nicholson) เป็นช่วงที่ผลงานของเธอสร้างชื่อเสียงให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น เฮพเวิร์ท ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านพักและห้องทำงานใหม่ของเธอที่ทรูวีน (Trewyn Studio) และอยู่ที่นั่นจนถึงช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต ซึ่งในปัจจุบันคือสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์และสวนประติมากรรมบาร์บาร่า เฮพเวิร์ท ห้องทำงานใหม่ทำให้การสร้างสรรค์ประติมากรรมของเธอเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางที่สามารถทำงานได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง ทำให้งานมีขนาดใหญ่ขึ้น วัตถุที่ใช้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากการแกะหิน แกะไม้ ไปสู่การหล่อโลหะ

ในระหว่างปี ค.ศ. 1960 ชื่อเสียงของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ด้วยผลงานประติมากรรมประดับหน้าอาคารองค์การสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อ “Single Form”  (Bowness, 2011) ทำด้วยโลหะสำริด ขนาดความสูง 6.4 เมตร ในช่วงปี ค.ศ. 1961-1964 ด้วยรูปทรงของงานประติมากรรมชิ้นนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในงานประติมากรรมของเธอ ลักษณะการสร้างพื้นที่ว่างเป็นวงกลมในงานประติมากรรมของเฮพเวิร์ท เป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลให้กับงานประติมากรรมสมัยใหม่รุ่นต่อมารวมทั้งเฮนรี่ มัวร์ ด้วย ผลงานของเฮพเวิร์ทโดยรวมที่ดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนนั้น ส่วนใหญ่แล้วใช้รูปทรงที่เรียบง่าย มีความประสานกลมกลืนเป็นจังหวะลีลาการรักษาความรู้สึกของการเจาะช่องเปิด ให้สื่อความหมายต่อกันได้ในระหว่างมวลทั้งสองข้างอย่างเหนียวแน่น การท่องยุโรปในปี ค.ศ. 1920 ทำให้เฮพเวิร์ท พบกับปาโป ปิกัสโซ คอนสแตนติน บรานคูชิ และจอง แอพ ผู้สร้างสรรค์งานในแนวคิวบิส และนามธรรม อันเป็นแรงสนับสนุนให้เธอหันไปสนใจงานประติมากรรมอียิปต์ อาฟริกัน และยุคก่อนโคลัมเบียน ที่ปรากฏเป็นอิทธิพลในงานคิวบิสซึ่ม และนามธรรม นอกจากนี้ในฐานะสมาชิกกลุ่มหัวก้าวหน้าของอังกฤษ ทำให้เธอได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินกลุ่มหัวก้าวหน้าสมัยใหม่จากรัสเซีย ฝรั่งเศส และเยอรมันด้วยเช่นกัน งานประติมากรรมของบาร์บารา เฮพเวิร์ท นั้นส่วนใหญ่ใช้วัสดุประเภทไม้ และหิน ในการแกะสลักด้วยแรงบันดาลใจและการศึกษารูปทรงจากธรรมชาติ ที่นำมาตัดทอนจนกลายเป็นรูปแบบนามธรรมที่เรียบง่าย ด้วยการใช้รูปทรงเรขาคณิตที่มีอยู่ในธรรมชาติ ผสมกับการสร้างจังหวะในงานซึ่งได้มาจากการศึกษาของวัตถุธรรมชาติ เช่น ก้อนกรวดหิน กระดูก ต้นไม้ และพืช เป็นต้น

 Bronze sculpture “Single Form 1961-1964″
Bronze sculpture “Single Form 1961-1964″

ที่มา: http://barbarahepworth.org.uk/commissions/list/single-form.html

หมายเหตุ: ติดตั้งบริเวณด้านหน้า United Nation building – New York

ผลงาน “เพนดัวร์” (Pendour) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1947 ทำจากวัสดุไม้แกะสลักลงสี มีการสร้างช่องว่างภายในตัวงานประติมากรรม ด้วยการสร้างรูปทรงจากธรรมชาติแบบเรียบง่าย ใช้เส้นที่อ่อนโค้งให้อารมณ์แห่งความเคลื่อนไหวแก่สายตาผู้ชม การใช้สีที่แตกต่างระหว่างสีของเนื้อไม้ และการทาสีขาวลงบนงาน สร้างความแตกต่างและมิติให้กับตัวงาน

Pendour, Plane wood with colour, 1947 (BH 145), Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C.
Pendour, Plane wood with colour, 1947 (BH 145), Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C.

ที่มา:  Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C

http://barbarahepworth.org.uk/sculptures/1947/pendour/

Hollow Form with White Interior, Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection
Hollow Form with White Interior, Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection

หมายเหตุ: Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection

ที่มา: http://barbarahepworth.org.uk/sculptures/1963/hollow-form-with-white-interio/

อ้างอิง:

Alan Bowness. (2011). Life and Work. Retrieved November 18, 2013, from Barbara Hepworth: http://barbarahepworth.org.uk/

The Cloud Gate of Chicago


หนึ่งปีผ่านไป…จะว่าไวเหมือนโกหกก็ไม่ปาน ลมพัดเย็น ชุ่มฉ่ำ ฝนพร่ำแบบนี้ ทำให้นึกถึงชิคาโก ในเดือนเมษายน ปี 2011


หลังจากที่ได้ตะลอนผ่านเมืองต่างๆ ในเขตกึ่งทะเลทรายอย่างลาสวกัส ซานตาเฟ่ จนเข้าสู่ชิคาโก ได้สัมผัสกับความชุ่มฉ่ำและสายลมเย็นยะเยือก นี่หล่ะมั้ง….ที่เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดของชิคาโก…สมแล้วกับที่ชาวบ้านเรียกเมืองนี้ว่า “The Windy City” เมืองแห่งสายลมแรง ที่รับเอาทั้งความชุ่มฉ่ำ และเย็นเป็นระลอกจากทะเลสาบมิชิแกนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา บรรยากาศริมทะเลสาบของเมืองผสมกับความหนาแน่นของอาคารสูงระฟ้า ถนนหนทาง ผู้คนและความเจริญในด้านวัตถุ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ และอายุอันยืนยาวของเมือง ทำให้พวกเรารู้สึกกระตือรือร้นอย่างจะไปซอกแซกหาอะไรที่แปลกหูแปลกตาชมกัน


เมื่ออิ่มท้องจากติ่มซำมื้อเที่ยงอันแสนเอร็ดอร่อยแล้ว ความกระชุมกระชวยกลับคืนมาอีกครั้ง สวนสาธารณะมิลเลนนัม (Millennium Park) คือ จุดมุ่งหมายต่อไปของพวกเรา ที่นั้น…มีผู้คนเดินกวักไกวไปมากันอย่างไม่เกรงกลัวสายลมแรงและความหนาวเย็นจับจิตจับใจ สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นสวนขนาดใหญ่กลางใจเมือง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ โดยเฉพาะช่วงเย็นวันอาทิตย์แบบนี้ สวนสาธารณะขนาดมหึมาจึงเป็นจุดนัดหมายและพักผ่อนหย่อนใจหลักของชาวเมืองชิคาโกและนักท่องเที่ยว ภายในสวนมีลานดนตรี กีฬาเอนกประสงค์ และอื่นๆ แต่มีลานเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ชื่อ “เอ ที แอนด์ ที พลาซ่า” (AT&T Plaza) เป็นที่ตั้งของงานประติมากรรมขนาดมหึมาชื่อ “คลาวด์ เกท” (Cloud Gate) ที่มีชื่อเล่นว่า “เมล็ดถั่ว” (The Bean) ตามรูปพรรณสัณฐานของตัวงาน “เมล็ดถั่ว” เป็นผลงานของศิลปินเชื้อสายอินเดีย สัญชาติอังกฤษนาม “อนิช คาพัวร์” (Anish Kapoor) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2004–2006 ด้วยวัสดุสแตนเลส มีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 13 เมตร และสูง 20 เมตร

นอกจากความใหญ่โตของขนาดบวกกับความมันวาวของสแตนเลสที่สร้างความมหัศจรรย์แล้ว ยังมีภาพสะท้อนตึกระฟ้าของนครชิคาโกปรากฏอยู่ด้านบนของงานประติมากรรมเป็นตัวช่วยเพิ่มความตะลึงงันให้กับชาวโลกอีกด้วย ลานนี้จึงเป็นลานที่ดึงดูดผู้คน ลูกเล็กเด็กแดงให้พากันมาปีนป่าย แหงนคอมอง และตั้งท่าถ่ายรูปกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งก็รวมถึงพวกเราด้วย หลายคนแอบภูมิใจแบบเงียบๆ กับการมีเชื้อสายเอเชียของศิลปินเจ้าของผลงานดังคนนี้…ปลื้มมมม


ในบริเวณอื่นๆ ของสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นมาก เช่น “น้ำพุคราวน์” (The Crown Fountain) เป็นวิดิโอประติมากรรมประกอบแสงสีเสียง ที่แสดงบนประติมากรรมน้ำพุแท่งแกรนิตสีดำ ซึ่งมีขนาดสูงถึง 15 เมตร ด้วยงบประมาณการสร้างถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ