คลังเก็บหมวดหมู่: ดนตรี

สงคราม


วีดีโอการประกวด “Ukrain’s Got Talent” อันนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่อยากให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน nakoi ได้รับเป็น forward mail จาก Dr.Nathan Murillo ค่ะ ขอขอบคุณดร.แนท มา ณ โอกาสนี้ค่ะ ที่ส่งเรื่องดีๆ มาให้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

เจ้าของผลงานเป็น Sand artist ชื่อ “Kseniya Simonova” อายุ 24 ปี และเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดครั้งนั้น เนื้อหาเป็นเรื่องผลลัพธ์ของสงคราม ชื่อ “The Great Patriotic War” เป็นสงครามในประเทศ “Ukraine” ผลงจากสงครามครั้งนี้ ทำให้หนึ่งในสี่ของประชากรชาวยูเครน คือ 8-11 ล้านคนต้องเสียชีวิตลง จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 42 ล้านคน

 

 

 

เธอเริ่มต้นด้วยการสร้างภาพหนุ่มสาวนั่งจับมือกันอยู่อย่างมีความสุขบนม้านั่งภายใต้ท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยดวงดาวอันสุกใส พลันฉากนั้นก็ถูกลบเลือนเป็นภาพใบหน้าของหญิงสาวที่ร้องไห้คร่ำครวญ และพลันกลับมายิ้มได้อีกครั้งเมื่อปรากฏภาพของทารกน้อยขึ้น แต่เมื่อสงครามได้หวลกลับมา ภาพของหญิงสาวนางนั้นได้แปรเปลี่ยนไปในทันที กลายเป็นภาพของหญิงม่ายผู้มีดวงตาแห้งผาก กับริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า และภาพได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง เป็นภาพของอนุสรณ์สถานสำหรับเหล่าทหาร ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นภาพของกรอบหน้าต่าง ที่มองผ่านจากด้านในไปยังอนุสรณ์สถาน ในฉากสุดท้ายภาพของแม่และเด็กปรากฏขึ้นด้านในของหน้าต่าง ที่มีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านนอกพร้อมมือสัมผัสที่กระจกหน้าต่าง พร้อมกับคำกล่าวอำลา

ผลงานของ Kseniya  เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม ที่เป็นผลของการพลัดพรากจากบุคคลผู้เป็นที่รัก ความสะเทือนใจที่ศิลปินได้สื่อออกมาทำให้ผู้ชมที่อยู่นั่งชมอยู่หลายรายถึงกับน้ำตาไหลแบบกั้นไม่อยู่เลยทีเดียว

โฆษณา

Black Magic Women!


ฮาเวิร์ดรับสาวงามหุ่นดีนางหนึ่งขึ้นรถ หลังจากที่เขาขับรถผ่านไปยังย่านเก่าอันทรุดโทรมของเมือง และเห็นเธอยืนโบกรถอยู่ เมื่อหล่อนขึ้นมานั่งบนรถแล้ว ฮาเวิร์ดค่อยๆ เคลื่อนรถออก และเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเองกับหล่อน

 

ฮาเวิร์ด: ไม่ทราบว่าคุณทำอะไรครับ คือผมหมายถึงอาชีพหนะครับ

หล่อนหน้ามาส่งยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะตอบว่า “ฉันเป็นนักมายากลค่ะ”

ฮาเวิร์ด: โอ่ะ…ไม่มีทาง ผมดูจากลักษณะท่าทางของคุณแล้ว เป็นไปไม่ได้แน่นอน …………เอายังงี้ดีกว่า คุณต้องพิสูจน์ให้ผมดูหน่อยหล่ะ

 

หล่อนก็ยังส่งยิ้มอันเหย้ายวนมาให้เขาอยู่เช่นเดิม แต่ไม่มีคำตอบใดๆ จากหล่อน นอกจากจะเอื้อมมือของเธอที่มีนิ้วเรียวยาว และเล็บเงาวับ ที่ถูกเคลือบไปด้วยสีแดงสด มาสัมผัสที่หัวเข่าของฮาเวิร์ด แล้วเริ่มต้นบีบเบาๆ และลูบไล้วนไปวนมา…..แค่นั้นแหละที่เธอทำ

 

ฮาเวิร์ดมารู้สึกตัวอีกที……ก็เมื่อขับรถเลี้ยวปร๊าดเข้าไปในโรงแรมม่านรูดใกล้ๆ แถวนั้น พร้อมกับนักมายากลสาวสวย….แค่นั้นแหละที่เธอทำ

 

 

I got a Black Magic Woman.
I got a Black Magic Woman.
Yes, I got a Black Magic Woman,
She’s got me so blind I can’t see;
But she’s a Black Magic Woman and
she’s trying to make a devil out of me.

Don’t turn your back on me, baby.
Don’t turn your back on me, baby.
Yes, don’t turn your back on me, baby,
Don’t mess around with your tricks;
Don’t turn your back on me, baby,
’cause you might just wake up my magic sticks.

You got your spell on me, baby.
You got your spell on me, baby.
Yes, you got your spell on me, baby,
Turnin’ my heart into stone;
I need you so bad,
Magic Woman I can’t leave you alone.

 

 

อ้างอิง: p.124, Laughter the Best Medicine, Reader’s Digest, November, 2000

 

 

 

First Friday….ศุกร์แรก…สุขแรก


ศุกร์แรก….หรือ “ความสุขมาเป็นอันดับแรก”  (ซึ่งอันนี้เป็นความหมายส่วนตัวคะ ใครนิยมชมชอบจะยืมเป็นใช้บ้างก็ไม่หวงนะ)

 

แสดงภาพเขียน Las Vegas First Friday
แสดงภาพเขียน Las Vegas First Friday

 

ไอ้วันศุกร์เนี่ยมันก็มีอยู่ทุกสัปดาห์ และทุกเดือนอยู่แล้ว และส่วนมากใครๆ ก็ชอบวันศุกร์กันทั้งนั้น เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ที่ไม่ต้องไปทำงาน แต่ “ศุกร์แรก” หรือ “สุขแรก” (ของดิฉัน) ที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ก็คือ เทศกาลงานศิลปะ ที่ใช้ชื่อว่า “First Friday” ที่ถูกจัดขึ้นเป็นกิจกรรมประจำเมืองลาสเวกัส ในทุกวันศุกร์แรกของทุกเดือน ความคิดในการจัดงานที่ตั้งนิยามของชื่อกิจกรรมซะเก๋ไก๋นี้ ผู้ตั้งชื่อและผู้จัดงานก็คือ องค์กรการกุศลที่ไม่ค้ากำไร ชื่อ “Whirlygig, Incโดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรมของเมืองลาสเวกัส (ฝ่ายบริหารบ้านเมืองนั่นเอง) ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมทางด้านศิลปะ แก่ผู้คนในท้องถิ่น ขณะนี้งานนี้ได้ขยายวง กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ ไปด้วย

 

Dancing on the street
Dancing on the street

 

เทศกาลงานศิลปะที่ว่านี้ จะถูกจัดขึ้นทุกวันศุกร์แรกของเดือน ตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นไปจนถึงสี่ทุ่ม ในบริเวณย่าน downtown culture ของเมืองลาสเวกัส ในงานจะประกอบได้ด้วยการแสดงงานศิลปะทุกประเภท ตั้งแต่ ทัศนศิลป์, ดนตรี, การแสดง ไปจนถึง พวกกาพย์ โคลงกลอน และงานหัตถกรรมต่างๆ เป็นต้น อาคารในย่านที่จัดแสดงจะประกอบไปด้วยห้องแสดงงานศิลปะ, เวทีแสดงดนตรี, ลานอ่านกลอน, ร้านขายของเก่า, ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ร้านเหล่านี้มีทั้งที่เป็นอาคารถาวร และร้านแบบแผงลอย

 

นักกล��นกำลังร่ายกล��นสด
นักกลอนกำลังร่ายกลอนสด

การแสดงงานศิลปะข้างถนน จะมีตั้งแต่วงดนตรีประเภทวณิพก และวงดนตรีวงใหญ่แบบครบวงมีไม่ต่ำกว่า 5 เวที ซึ่งจะตั้งอยู่บนถนนที่ปิดกั้นการจราจรสำหรับกิจกรรมนี้,  งานภาพเขียน, ภาพพิมพ์ และประติมากรรม, การเต้นของกลุ่มวัยรุ่น, และ การอ่านกาพย์, โคลง และกลอน ของชมรม Las Vegas Poet เป็นต้น

 

นักร้��งพร้��มวงแบบครบชุด
นักร้องพร้อมวงแบบครบชุด

 

สิ่งประทับอย่างหนึ่งของดิฉัน นอกจากจะได้ฟังดนตรี, งานศิลปะ, และการแสดง ฟรีแล้ว ยังได้ดูผู้คนแต่งเนื้อแต่งตัวกันอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบบที่หาดูตามถนนได้ไม่ง่ายนัก คนเหล่านี้เหมือนถูกดูดให้มาอยู่รวมกันในที่เดียว มีตั้งแต่วัยรุ่น ไปยันวัยร่วง ของคนทั้งสี่เพศ (เดี๋ยวนี้คนมิใช่มีเพียงหญิงและชายเท่านั้นนะคะ) ใครได้ผ่านมาแถวนี้ก็อย่าลืมมาแวะชมกันได้นะคะ

 

 ff11

 

วันนี้…เป็นวันศุกร์แรกของเดือนธันวาคม ขอเิริ่มต้นเดือนด้วยวันสุข….วันที่…ความสุขมาเป็นอันดับแรก ต้อนรับเทศกาลรื่นเริงแห่งปีที่กำลังจะมาถึง……ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้านะจ้ะ….

 

ปล..กระเทยในรูปอะ เขาเป็นกระเทยจริงเป่าอะ…ใครขอถ่ายรูปเป็นต้องจับเต้าเขาไปหมด….สังเกตดูดิ…

สับปะรดสัมพันธ์


เรื่องเล่าเช้านี้….nakoi ฟังแล้วมันช่างน่ารักจั๊กกะจี้ดีแท้เชียว….เพราะตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์….มัวแต่ยุ่งเป็นลิง แต่ว่านู๋ผึ้งเขาเล่าให้ฟัง….เขานั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย…..

 

หลังอาหารมื้อกลางเย็น (ระหว่างกลางวันกะเย็นนะ) มีลุงหง่า, ลุงตึ๋ง, พี่โต้ง, อาอ่อด, นู่ผึ้ง และอีกสองสามคน นั่งอยู่ มื้อนี้เขาทานข้าวไข่เจียวสามหอมฝีมือน้องหริงกัน แล้วก็ตามด้วยผลไม้ตัวต้นเรื่อง…คือ “สับปะรด” นี่อง ทุกคนก็นั่งคุยกันไปทานสับปะรดกันไป ลุงหง่าก็เล่าเรื่องอะไรต่ออะไรให้ฟังเช่นเคย โดยมีสายตาหลายคู่ของผู้คนร่วมโต๊ะจับจ้องและเพลิดเพลินไปกะลุงหง่า ไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใด…อาอ่อดก็กินสับปะรดไปแคะขี้ฟันไป…..

 

ลุงหง่า: อ่อด….เอาสับปะรดมากินบ้างซิ

อาอ่อด…ไม่พูดอะไร เอาไม้จิ้มฟันจิ้มสับปะรดส่งให้ลุงหง่า โดยที่ไม่มีใครสังเกตหรือว่าอะไร…มีเพียงสายตาหนึ่งคู่ที่บังเอิญเหลือบไปเห็นเข้าอย่างจัง…..

 

นู๋ผึ้งนั่นเอง…เธอเหลือบไปเห็นพอดีว่า อาอ่อดกำลังแคะขี้ฟันอยู่ตอนที่ลุงหง่าบอกขอสับปะรด แล้วแกก็เอาไม้อันเดียวกันนั้นแหละจิ้มสับปะรดส่งให้ลุงหง่า…จร๊ากกกกก…นู๋ผึ้งนั่งเงียบกริบ…ไม่กล้าพูดไรทั้งสิ้น…

 

อาอ่อดส่งสับปะรดให้ลุงหง่า….

อาอ่อด: เอ้า…อา…

ลุงหง่า: เฮ้ย…ไอ้อ่อด…เอ็งเอาไม้จิ้มที่ฟันที่แคะฟันเอ็งอยู่มาจิ้มสับปะรดให้ข้านี่หว่า….

อาอ่อด: โอ้ย…ใช่ที่ไหนเล่าอา…ผมยังไม่ได้ใช้เลย…

ลุงหง่า: ก็ข้าเห็นอยู่นี่หว่า

พี่โต้ง: แหมครู….ขี้ฟันหลานกินไม่ได้เชียวเหรอ….กร๊ากกกกก….

 

ทุกคนหัวเราะกันกร๊ากกก…ใหญ่….อาอ่อดก็ทำหน้าตาเฉย เหมือนเคย แล้วตอบว่า

 

อาอ่อด: ไม่ใช่อา….ไม้มันมีสองข้าง….ผมใช้อีกข้างหนึ่ง ข้างที่จิ้มผมยังไม่ได้ใช้

แล้วลุงหง่าก็จับสับปะรดเข้าปาก….อืม….

กร๊ากกกก……..ใครว่าคนแก่เบลอ….ตาฝ้าฟาง…คนอ่อนกว่านี่ซิ…..

 

Help!…หมอ งะ…งะ…งง


Help!

 

 

Help!…by The Beatles

 

Help, I need somebody,
Help, not just anybody,
Help, you know I need someone,
Help!

 

When I was younger, so much younger than today,
I never needed anybody’s help in anyway.
But now these days are gone, I’m not so self assured,
Now I find I’ve changed my mind, I’ve opened up the doors.

 

Help me if you can, I’m feeling down
And I do appreciate you being ’round.
Help me get my feet back on the ground,
Won’t you please, please help me?

 

And now my life has changed in oh so many ways,
My independence seems to vanish in the haze.
But every now and then I feel so insecure,
I know that I just need you like, I’ve never done before.

 

Help me if you can, I’m feeling down
And I do appreciate you being ’round.
Help me get my feet back on the ground,
Won’t you please, please help me?

 

When I was younger, so much younger than today,
I never needed anybody’s help in anyway.
But now these days are gone, I’m not so self assured,
Now I find I’ve changed my mind, I’ve opened up the doors.

 

Help me if you can, I’m feeling down
And i do appreciate you being ’round.
Help me get my feet back on the ground,
Won’t you please, please help me?
Help me,
Help me,
Ooooooo.

 

Help!

 

ที่คลินิกทั่วไปแห่งหนึ่ง…

 

คนไข้: คุณหมอครับ ช่วยผมทีครับ ผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย คือว่า เวลาผมเอานิ้วจิ้มที่หน้าผากตัวเอง แล้วมันรู้สึกเจ็บมากๆ

 

หมอ: อืมๆๆ

 

คนไข้: พอผมทำแบบเดิม คือเอานิ้วจิ้มที่แก้ม ผมก็รู้สึกเจ็บมากเหมือนเดิม

 

หมอขมวดคิ้วด้วยความฉงน แล้วฮัมในลำคอ  “อืมๆๆๆ”

 

คนไข้: หรือแม้นแต่เวลาผมเอานิ้วจิ้มที่ท้อง ผมก็รู้สึกเจ็บมากๆ อีก

 

หมอครุ่นคิดสักพัก แล้วจึงตัดสินใจเขียนใบสั่งให้คนไข้ไปพบกับหมอผู้เชื่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง

 

สัปดาห์ต่อมา…คนไข้คนเดิมกลับมาพบหมอ หลังจากที่ไปพบหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

 

หมอ: ว่าไงบ้างครับ คุณหมอเฉพาะทางตรวจว่าไงบ้าง

 

คนไข้ตอบด้วยเสียงดังฟังชัดแบบสบายใจว่า “คุณหมอบอกว่าผมนิ้วหักครับ”

 

งะ…งะ… มันคนละเรื่องเดียวกันเลยเน้อ

 

 

หมายเหตุ จาก Laughter, The Best Medicine, Reader’s Digest, January 2000