คลังเก็บหมวดหมู่: Green Life

แกงเห็ดถอบชะอม ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย


ฝนตกแบบนี้ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าถึงฤดูกาลที่เราจะได้ชิมเมนูเด็ดพื้นบ้านกันแล้ว ต้องนี่เลยค่ะ….เห็ดถอบ

เห็ดเผาะ
เห็ดถอบ

ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย เมื่อวานไปงานบวชมาค่ะ พี่มลฝากของดีมาให้ เป็นเห็ดถอบสองถุงใหญ่ (จริงๆ ก่อนหน้านี้หลายวันฝากแกงมาแล้วหนึ่งถุงใหญ่ Nakoi จัดการไปเรียบร้อยซะแย้ววววววววววววว

วันนี้ Namai ลงมือเก็บชะอมที่แตกยอดอ่อนเต็มต้น ทะลุฟ้าทะลุฝนทีเดียวนะคะ น้าว่าเย็นนี้ไม่มีพลาด ต้องแกงเห็ดถอบใส่ชะอม พ่อครัว (ตัว) ใหญ่ ลงมือเองเลยค่ะ ใช้เครื่องแกงแดงแบบแกงคั่วธรรมดานี่แหละ ใส่หมูเยอะหน่อย

เขาเริ่มหั่นเห็ดที่เม็ดโตหน่อยให้เป็นแว่นบางๆ จะได้เคี้ยวง่าย

เห็ดเผาะหั่น
เห็ดถอบหั่นเป็นแว่น

เด็ดยอดชะอม

20160710_181952

ซอยหอมแดง

หอยแดงซอยเป็นแว่น
หอมแดงหั่นแว่น

แล้วก็ตั้งกระทะคั่วหอมในน้ำมันหมูจนหอมใส่พริกแกงคั่วไปจนหอม แล้วใส่หมู

คั่วพริกแกงจนหอม
คั่วพริกแกง
แกงเห็ดเผาะ
แกงเห็ดถอบชะอมหมูใส่ชะอม

พอสุกก็ใส่เห็ด ใส่ชะอมเติมน้ำจนเดือด ปรุงรสตามชอบ แค่นี้เองเนี่ยนะ ชิมดูอู้หู น้ำต้มหวานจังแฮะ สงสัยจะต้องกินข้าวหมดหม้อหล่ะมั้งวันนี้

ปล. ดีที่วันนี้แกงไม่เผ็ดมากเพราะ Nakoi ปากเป็นแผลระบมค่ะ เลยอร่อยแบบไม่ทรมานมาก

สำหรับท่านที่ไม่รู้จักเห็นถอบนะคะ บางคนเรียกว่าเห็ดเผาะ (แต่ Nakoi ชอบเรียกว่าเห็ดถอบ เพราะมันออกเสียงไม่ค่อยจะถนัดดีค่ะ) เขาว่าเป็นเห็ดที่มีสรรพคุณและประโยชน์ ดังต่อไปนี้นะคะ  

– ช่วยในการบำรุงร่างกายให้ร่างกายแข็งแรง
– ช่วยรักษาอาการช้ำใน
– ช่วยป้องกันโรควัณโรค
– ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ดี
– ช่วยในการสมานแผลและผิวให้เรียบเนียน
– ช่วยในการลดอาการบวมหรืออักเสบ
– ช่วยแก้อาการร้อนใน และแก้ไข้
– ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว หยุดไหลได้ง่ายขึ้น
– ช่วยบรรเทาอาการคันตามนิ้วมือหรือนิ้วเท้า

(อ้างอิงจาก http://www.เกร็ดความรู้.net/เห็ดเผาะ )

Banana Pancake-กล้วยหอมปิ้ง


เช้านี้อากาศดีจิ๊งงงงงงงงงงงงงง

จะว่าชีวิตเริ่มยากขึ้นก็ไม่ใช่ซะทีเดียว บางทีมันก็ดูเหมือนง๊ายง่าย…เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อวานไปตลาดรถไฟตอนเย็นว่า ต้องหากล้วยหอมให้ได้สักหวี อยากทำแพนเค็ก แล้วก็ได้มาสมใจ (โอกาสหน้าจะถ่ายภาพตลาดรถไฟมาให้ชมนะคะ Nakoi ชอบไปซื้อผลไม้และผักแถวนั้น เพราะราคาสมเหตุสมผลค่ะ

เมื่อสัปดาห์ก่อนเห็นเพื่อนโพสต์คลิปทำแพนเค็กกล้วยหอม (ขอโทษด้วยนะคะที่จำไม่ได้ว่าเพื่อนคนไหน แต่ก็ขอขอบคุณมากค่ะที่ช่วยคิดเมนูอันแสนอร่อยดีพร้อมแบบนี้ให้) มันเหมาะจะเป็นอาหารเช้าอันแสนรวดเร็ว ง่ายดาย อิ่ม สะอาด และที่สำคัญอร่อยค่ะ

ตามสูตรที่เห็นในคลิปหรือในเว็บอื่นๆ ก็มีส่วนผสมหลักคือ กล้วยหอม และไข่ Nakoi ใช้กล้วยหอมขนาดเล็ก 5 ลูก ไข่เป็ดลูกโตหน่อยนะคะ 1 ฟอง (ไข่แดงสีสวยมาก) ขอเพิ่มใส่แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ และเนยแบบไม่เค็ม 1 ช้อนชา

BP13
กล้วยหอม และ เครื่องผสมแบบมือถือ

 

ไข่เป็ด
ไข่เป็ด

หั่นกล้วยเป็นแว่นๆ เลยค่ะ แล้วก็ตีๆ ด้วยเครื่องตีมือ จากนั้นก็ใส่ไข่ ใส่เนย แล้วก็ตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน ง่ายมาก ไม่ถึงห้านาที

กล้วยหอม
กล้วยหั่นเป็นแว่น
ส่วนผสมแพนเค็กกล้วยหอม
ส่วนผสมกล้วยหอม ไข่ เนย และแป้งสาลี ที่ผสมกันดีแล้ว

แล้วก็เริ่มทอดแพนเค็กกันเลยค่ะ ใช้กระทะแบบเคลือบใส่เนยลงไปอีกสัก 1 ช้อนชา ทอดเป็นวงๆ จนเป็นสีออกน้ำตาลอ่อน….อะ…กลิ่นของกล้วยหอมกับเนยอ่อนโชยมาเลยค่ะ… เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ พร้อมตั้งโต๊ะได้เลย

Banana Pancake with Kiwifruit and Honey
เช้าวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558 แพนเค็กกล้วยหอมราดหน้าด้วยกีวีและน้ำผึ้ง
Banana Pancake with Kiwifruit
ความหวานหอมของกล้วยตัดกันกับรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ ของกีวี…อืมมมมม

ตักใส่จานพร้อมโปะหน้าด้วยกีวีหันเป็นแว่นๆ ราดน้ำผึ้งอีกหน่อย….อะ

ปล. Namai ต่อว่าต่อขาน  “ทำไมไม่ใส่กล้วยหอมให้ด้วย” หลังจากกินไปเกือบหมด ว่าแล้วก็ลุกขึ้นมาหยิบกล้วยหอมใส่เอง…ปัดโธ่เอ๋ย…ที่กินอยู่เนี่ยก็กล้วยหอมทั้งนั้น ยังจะใส่อีก

Double Banana
Double Banana…พิเศษกล้วย อร่อยดี

“อ้าว…ก็พี่ไม่รู้ คิดว่าเป็นแพนเค็กแป้ง” …ราดน้ำผึ้งอีกยังได้เลย…อืม…อร่อยดี พรุ่งนี้ขอแบบนี้อีกนะ

ดับกระหายคลายร้อนด้วย “ไอติมกะทิสูตรแจมม่า แสตฟฟอร์ด (Gemma Stafford)”


อากาศที่ร้อนจัดอบอ้าวของพ.ศ.นี้ ทำให้หลายๆคนคงหาทางดับร้อนกันให้วุ่นวาย ไอศกรีมหรือเรียกกันง่ายๆ ภาษาชาวบ้านว่า “ไอติม” เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ดูจะบรรเทาเบาร้อนได้ดีทีเดียว Nakoi เองเป็นคนเลิกรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์นมมาหลายปีแล้วค่ะ ได้ไปเจอกับสูตรไอติมกะทิของแจมม่าเข้า เธอเป็นเชฟมืออาชีพจากประเทศไอร์แลนด์ ที่เชี่ยวชาญการทำไอศกรีมแบบไม่ใช้เครื่องปั่นไอศกรีม ทั้งที่เป็นส่วนผสมจากผลิตภัณฑ์นม และไม่ใช่นม เริ่มกันเลยนะคะ

ส่วนผสม
1. กะทิกระป๋องเข้มข้นขนาด 13.5 ออนซ์ 3 กระป๋อง
2. น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วย
3. กลิ่นวนิลา 2 ช้อนชา (ถ้ามี)
4. ฝักวนิลา 1 ฝัก (ถ้ามี)

วิธีทำที่แสนง่าย*
1. แช่ภาชนะอ่างผสมสำหรับปั่นไอศกรีมในช่องแช่แข็งค้างคืน
2. แช่กะทิกระป๋อง 2 กระป๋องในตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือค้างคืน เพื่อให้หัวกะทิเป็นไขแยกจากน้ำ
3. นำกะทิที่เหลือ 1 กระป๋องเทตั้งไฟ ใส่น้ำตาลเคี้ยวไฟอ่อนให้ละลายจนกะทิงวดลงประมาณ 30 นาที หรือจนกระทั่งกะทิข้นขึ้นมีความหนืดเหมือนนมข้น ลดไฟลงตั้งต่อ 10 นาที จนกะทิน้ำตาลมีสีออกเหลืองนวล ยกลงปล่อยให้เย็น

น้ำกะทิข้นหวาน - coconut condense milk
น้ำกะทิข้นหวาน – coconut condense milk

4. นำกะทิ 2 กระป๋องออกจากตู้เย็น หงายด้านล่างที่วางในตู้เย็นขึ้น และเปิดฝาออก จะเห็นหัวกะทิที่จับกันเป็นก้อนแยกจากน้ำ นำส่วนที่เป็นก้อนนี้ออกมาใช้ทั้งสองกระป๋อง ส่วนน้ำที่เหลือใช้สำหรับทำอาหารอื่นได้
5. ใช้ภาชนะอ่างผสมที่แช่แข็งไว้ใส่ก้อนกะทิที่แยกออก ปั่นด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าความเร็วสูง จนกระทั่งเนื้อกะทิเนียนและฟู นานประมาณ 3-4 นาที

กะทิที่ปั่นจนเนียนและฟู พร้อมกับน้ำกะทิข้นหวาน เพื่อเป็นตัวไอศกรีม-Ice cream base
กะทิที่ปั่นจนเนียนและฟู พร้อมกับน้ำกะทิข้นหวาน เพื่อเป็นตัวไอศกรีม-Ice cream base

6. เติมกะทิข้นหวานที่เย็นแล้วส่งในอ่างผสม ปั่นให้เข้ากันด้วยความเร็วสูงต่ออีก 2-3 นาที
7. ใส่ภาชนะปิดฝาแช่ช่องแข็งอย่างน้อย 4 ชั่วโมง หรือค้างคืน จะได้ไอศกรีมกะทิที่จะใช้เป็นหลักสำหรับไอศกรีมรสต่างๆ
8. รสวนิลา นำไอศกรีมที่สำเร็จในข้อ 6 ปริมาณ 2 ถ้วย ใส่กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา และเมล็ดจากฝักวนิลา ½ ฝัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

ส่วนผสมของไอศกรีมสำเร็จที่ใส่เมล็ดวนิลาจากฝักแห้ง
ส่วนผสมของไอศกรีมสำเร็จที่ใส่เมล็ดวนิลาจากฝักแห้ง

9. รสช๊อคโกแลต ใช้ผงโกโก้ 3 ช้อนชา ใส่ในไอศกรีมที่สำเร็จในข้อ 6 ปริมาณ 1 ¾ ถ้วย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

ไอศกรีมกะทิรสวนิลา และช๊อคโกแลต
ไอศกรีมกะทิรสวนิลา และช๊อคโกแลต

10. รสผลไม้ต่างๆ ใช้ผลไม้ที่ต้องการปั่นให้ละเอียดผสมในไอศกรีมสำเร็จในข้อ 6 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

หมายเหตุ* ไอศกรีมรสชาติต่างๆ สามารถปรุงได้ตามใจชอบค่ะ
ถ้าใช้กะทิสดได้น่าจะทำให้ไอติมมีรสชาติของความสดชื่นแบบเป็นธรรมชาติได้มากกว่านี้ค่ะ

ที่มาของสูตร https://www.youtube.com/watch?v=nvclbHE-ZI8

แกงคั่วแตงโมป่า….ลุงจ่าปรุง


วันนี้อากาศกลางทุ่งลมเย็นโชยมาเป็นระลอก…..ฮิ้ววววววววววว สดชื่น สบายกาย
ก่อนฤดูฝนที่ผ่านมาเห็นไอ้เจ้าวัชพืชชนิดนี้ขึ้นเต็มไปหมดบนลานทั้งหน้าบ้านและข้างบ้าน ดูท่าทางสมบูรณ์ใบเขียว ลูกดกมาก แหม! มันน่าจะกินได้นะ ……อันนี้คงเป็นความคิดของใครๆ อีกหลายๆ คน Nakoi เองก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครเอาไอ้เจ้าลูกไม้ชนิดนี้ไปทำตำรับอาหารอะไร แม้นกระทั่ง Namai ผู้เชี่ยวชาญอาหารการกินพื้นบ้านและผักป่าผักบ้านนานาชนิด ก็ได้รับคำตอบว่ากินไม่ได้………แต่แล้วในที่สุด…..พระเจ้าก็ส่งลุงจ่ามาให้ ลุงจ่าเห็นปุ๊บก็บอกเลยว่า แบบนี้กินได้ อาแฟเคยทำให้กิน อร่อยดี แต่ลุงจ่าไม่เคยทำนะ เคยแต่กิน ไม่เป็นไรหรอก จะไปยากอะไร เดี๋ยวลุงจ่าจัดให้ ว่าแล้วลุงจ่าก็สั่งเครื่องปรุงทันที อันประกอบไปด้วย

มะพร้าวหนึ่งกิโล ปลาทูนึ่งสองเข่ง เครื่องแกง แค่นั้นแหละลูกเอ๋ยยยยยย

Kee Ka Din1
พอตะวันเริ่มคล้อย ลุงจ่าก็นั่งผ่าลูกแตงโมป่าที่เก็บมาได้เมื่อตอนเช้าเต็มกะละมัง ควักเอาเมล็ดออก สั่ง Nakoi คั้นกะทิ โขลกน้ำพริก แกะปลาทูเอาแต่เนื้อ หลังจากนั้น ก็นำลูกแตงโมป่าที่ผ่าไว้ไปต้มในน้ำเกลือจนเดือดและสุก รินน้ำทิ้งจนสะเด็ดน้ำ แล้วก็ลงมือแกงคั่วแตงโมป่า สูตรอาแฟ แต่ฝีมือลุงจ่า ได้หนึ่งหม้อใหญ่มาก

Kee Ka Din2
บอกตรงๆ ว่า Nakoi กับ Namai ขอบาย ไม่กล้าค่ะ แม้นลุงจ่าจะชักชวนคะยั้นคะยอยังไง ก็ไม่ลองเด็ดขาด ขอให้มีคนเหลือพาส่งโรงพยาบาลก่อนหล่ะกัน จนวันรุ่งขึ้น….เห็นลุงจ่าหน้าตาสดชื่นแจ่มใส เข้าออกห้องน้ำหลายรอบ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง……..ปะ….หลังจากนั้น Nakoi พยายามเสาะหาว่ามันคือต้นอะไรกันหนอ แล้วก็พบกับคำตอบว่า มันคือ “ลูกแตงโมป่า” นี่เอง จากรูปพรรณสัณฐานเห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะเรียกว่าแตงโมป่า เพราะมีลักษณะภายนอกเช่นเดียวกันกับแตงโม แต่ขนาดเล็กต่างกันมากเท่านั้นเอง ไอ้ลูกไม้ประเภทนี้มีชื่อเล่นอีกหลากหลาย พร้อมสรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะส่วนผลนั้นรสขม มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงน้ำดี แก้พิษเสมหะและโลหิต ถ่ายพิษเสมหะให้ตก แก้พิษตานซาง แก้ตานขโมย ขับพยาธิ เป็นยาถ่ายอย่างแรง ใช้ควันรม แก้หืด มิน่าลุงจ่าถึงเดินเข้าออกห้องน้ำแบบสบายอารมณ์ แต่คงเป็นเพราะฤทธิ์ยาบรรเทาลงจากการต้มน้ำเกลือทิ้งก่อนแกงนี่เอง ก็เป็นอันว่าปลอดภัยกินได้ พักนี้ Nakoi ท้องผูกซะด้วยซิ จัดไปเลยค่ะ จากแกงที่ยังเหลืออยู่ในหม้อ

อาหารจานนี้คงจะเหมาะกับผู้มีประสบการณ์มากกว่าผู้เยาว์นะคะ เนื่องจากรสอาหารโดยรวมแล้ว เป็นอาหารรสจัดที่ออกขมผสมเผ็ดมันของน้ำแกง และกะทิ มีความหวานและเค็มจากเนื้อปลาทู ลุงจ่าบอกว่าหากใครไม่ชอบเนื้อปลาทูนึ่ง ก็เปลี่ยนเป็นเนื้อชนิดอื่นได้ตามใจชอบ และตามสะดวกหาค่ะ ส่วนรสชาติก็ปรุงตามอำเภอใจเลยค่ะ

จนแล้วจนรอด….ไปถามใครก็ยังไม่เคยมีใครนำเจ้าลูกไม้ชนิดนี้มาปรุงอาหารอะไร ยกเว้นอาแฟ และลุงจ่า ชาวจังหวัดตราดเท่านั้นค่ะ

The Cloud Gate of Chicago


หนึ่งปีผ่านไป…จะว่าไวเหมือนโกหกก็ไม่ปาน ลมพัดเย็น ชุ่มฉ่ำ ฝนพร่ำแบบนี้ ทำให้นึกถึงชิคาโก ในเดือนเมษายน ปี 2011


หลังจากที่ได้ตะลอนผ่านเมืองต่างๆ ในเขตกึ่งทะเลทรายอย่างลาสวกัส ซานตาเฟ่ จนเข้าสู่ชิคาโก ได้สัมผัสกับความชุ่มฉ่ำและสายลมเย็นยะเยือก นี่หล่ะมั้ง….ที่เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดของชิคาโก…สมแล้วกับที่ชาวบ้านเรียกเมืองนี้ว่า “The Windy City” เมืองแห่งสายลมแรง ที่รับเอาทั้งความชุ่มฉ่ำ และเย็นเป็นระลอกจากทะเลสาบมิชิแกนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา บรรยากาศริมทะเลสาบของเมืองผสมกับความหนาแน่นของอาคารสูงระฟ้า ถนนหนทาง ผู้คนและความเจริญในด้านวัตถุ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ และอายุอันยืนยาวของเมือง ทำให้พวกเรารู้สึกกระตือรือร้นอย่างจะไปซอกแซกหาอะไรที่แปลกหูแปลกตาชมกัน


เมื่ออิ่มท้องจากติ่มซำมื้อเที่ยงอันแสนเอร็ดอร่อยแล้ว ความกระชุมกระชวยกลับคืนมาอีกครั้ง สวนสาธารณะมิลเลนนัม (Millennium Park) คือ จุดมุ่งหมายต่อไปของพวกเรา ที่นั้น…มีผู้คนเดินกวักไกวไปมากันอย่างไม่เกรงกลัวสายลมแรงและความหนาวเย็นจับจิตจับใจ สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นสวนขนาดใหญ่กลางใจเมือง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ โดยเฉพาะช่วงเย็นวันอาทิตย์แบบนี้ สวนสาธารณะขนาดมหึมาจึงเป็นจุดนัดหมายและพักผ่อนหย่อนใจหลักของชาวเมืองชิคาโกและนักท่องเที่ยว ภายในสวนมีลานดนตรี กีฬาเอนกประสงค์ และอื่นๆ แต่มีลานเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ชื่อ “เอ ที แอนด์ ที พลาซ่า” (AT&T Plaza) เป็นที่ตั้งของงานประติมากรรมขนาดมหึมาชื่อ “คลาวด์ เกท” (Cloud Gate) ที่มีชื่อเล่นว่า “เมล็ดถั่ว” (The Bean) ตามรูปพรรณสัณฐานของตัวงาน “เมล็ดถั่ว” เป็นผลงานของศิลปินเชื้อสายอินเดีย สัญชาติอังกฤษนาม “อนิช คาพัวร์” (Anish Kapoor) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2004–2006 ด้วยวัสดุสแตนเลส มีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 13 เมตร และสูง 20 เมตร

นอกจากความใหญ่โตของขนาดบวกกับความมันวาวของสแตนเลสที่สร้างความมหัศจรรย์แล้ว ยังมีภาพสะท้อนตึกระฟ้าของนครชิคาโกปรากฏอยู่ด้านบนของงานประติมากรรมเป็นตัวช่วยเพิ่มความตะลึงงันให้กับชาวโลกอีกด้วย ลานนี้จึงเป็นลานที่ดึงดูดผู้คน ลูกเล็กเด็กแดงให้พากันมาปีนป่าย แหงนคอมอง และตั้งท่าถ่ายรูปกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งก็รวมถึงพวกเราด้วย หลายคนแอบภูมิใจแบบเงียบๆ กับการมีเชื้อสายเอเชียของศิลปินเจ้าของผลงานดังคนนี้…ปลื้มมมม


ในบริเวณอื่นๆ ของสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นมาก เช่น “น้ำพุคราวน์” (The Crown Fountain) เป็นวิดิโอประติมากรรมประกอบแสงสีเสียง ที่แสดงบนประติมากรรมน้ำพุแท่งแกรนิตสีดำ ซึ่งมีขนาดสูงถึง 15 เมตร ด้วยงบประมาณการสร้างถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ