“แดกงา” ขนมสัญชาติไทยแท้


เหนียว หนึบ หนับ นุ่มลิ้น….ด้วยรสชาติหอม หวาน มัน เค็ม แบบไม่จัด หน้าตาสีสัน ดูจริงใจ แบบมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้ง ด้วยสีออกเทาๆ แทนๆ…หลายคนบอกว่า ขนมชนิดนี้กลายเป็นของหายากไปซะแล้ว

น้าก้อยได้ยินชื่อของขนมไทย “แดกงา” เมื่อไม่นานมานี้ แต่เพิ่งมาได้รู้จักหน้าตาตัวจริง และได้ชิม….ก็เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ ธันวาคม ที่ผ่านมานี้เอง ในงานประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชุมชนเมืองเก่า รอบอุทยาทประวัติศาสตร์สุโขทัย ชื่องาน “รอบรั้วเมืองพระร่วง” สานสายใยแห่งวัฒนธรรมชุมชน สืบค้นประวัติศาสตร์เมืองมรดกโลก ชื่องานออกจะยาวไปสักหน่อย ทำให้จำยาก แต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะบรรยากาศภายในงานน่าประทับใจซะเหลือเกิน

ที่ว่าไปเจอขนมไทย “แดกงา” ในงานนี้ ก็เพราะว่า เขาจัดให้มีการออกร้านงานหัตถกรรม และสินค้าของชุมชน อันรวมทั้งอาหารไทยพื้นเมืองทั้งคาวและหวานของชาวสุโขทัย ในเขตชุมชนรอบเมืองเก่าด้วย แขกรับเชิญผู้เข้ามาร่วมงานทุกท่าน รวมทั้งน้าก้อยก็ได้ชิมอาหารไทยพื้นถิ่นกันอย่างเต็มอิ่ม จุใจ

ขนมสัญชาติไทยแท้ รายการนี้มีส่วนผสมของแป้งข้าวเหนียว งาดำ น้ำตาล มะพร้าว ถั่วลิสง และ เกลือ ตามความเข้าใจของน้าก้อยแล้ว ขนมใดๆก็ตามที่มีส่วนผสมดังกล่าว ต้องจัดว่าเป็นขนมไทยแท้ทั้งสิ้น สำหรับชาวเมืองเก่าสุโขทัยนั้น นิยมทำขนมชนิดนี้ในพิธีทำขวัญข้าว หรือบางก็ว่าทำในประเพณีการทำขวัญผึ้ง ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้านเก่าแก่ของหมู่บ้านโซกกระบาท ต.คีรีมาศ อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ตามประวัติเล่าว่าในอดีตเมืองศรีคีรีมาศต้องส่งส่วยน้ำผึ้งทดแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน จนถึงสมัย ร. 5 จึงยกเลิกการส่งส่วยน้ำผึ้ง เป็นผลให้เกิดมีประเพณีการทำขวัญผึ้งเพื่อให้ผึ้งมาทำรัง ตามต้นไม้มากๆ ก่อนจะถึงวันทำพิธี ชาวบ้านจะช่วยกันเตรียมข้าวของเครื่องใช้ ข้าวปลาอาหาร สำหรับรังผึ้งปลอม และการทำขนม “แดกงา” ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับงานประเพณีทำขวัญผึ้งนี้

คุณยายประคำ กล่องซู กำลังปั้นไส้ขนม

ในวันงาน “รอบรั้วเมืองพระร่วง” คุณยายประคำ กล่องซู่ แห่งชุมชนบ้านเหนือ เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เป็นผู้ลงมือทำขนมนี้ โดยมีลูกๆ หลานๆ มาช่วยทำ คุณยายเล่าว่ามีอาชีพทำขนมขาย เพื่อเป็นอาชีพเสริม มาเป็นเวลานานหลายปีมากแล้ว จนเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในชุมชน คุณยายจะทำขนมออกไปขายในตลาดตอนเช้าบริเวณข้างวัดตระพังทอง หรือบางครั้งก็มีลูกค้ามาซื้อถึงที่บ้าน และยังรับสั่งทำตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย นอกจากขนมแดกงาแล้ว คุณยายยังทำขนมไทยอื่นๆ อีก เช่น ขนมแตงโบราณ ขนมกลัวย เป็นต้น

ไส้ขนมแดกงา

ใครผ่านไปมาแถวชุมชนเมืองเก่า หรือตลาดเช้าข้างวัดตระพังทอง จะแวะไปอุดหนุนคุณยายประคำกันบ้าง ก็ถือว่าจะได้รับอรรถรสในการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งนะคะ

แม่สอด….ตลาดสด


“จะไปกันหรือยัง………?” เสียงแม่ตะโกนเรียกแต่เช้า ทำให้น้าก้อยรีบลุกขึ้นอย่างไม่มีการบิดขี้เกียจเลย เปลี่ยนเสื้อผ้า หน้าผม…คือ…ล้างหน้า ล้างตานั่นแหละ

วันหยุดชดเชยเช้าวันจันทร์ กลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมานี้ (๑๒ ธันวาคม) ช่างมีอากาศอันแสนสดชื่น เย็นสบาย เหมาะสมกับการเดินตลาดซะนี่กระไร….ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็คงจะชักชวนกันกับน้าหมายไปเดินตลาดนัด หรือร้านขายของเก่ากัน….แต่มาวันนี้….ที่บ้านเรา….การได้เดินตลาดสดตามบ้านนอก กลายเป็นเรื่องโปรดของเราทั้งสอง เช่นเดียวกับการเดินตลาดนัดขายของเก่าที่ลาสเวกัส

ตลาดสด แม่สอด
ร้านดอกไม้ ตลาดสด เมืองแม่สอด
บรรยากาศชาวบ้านร้านช่องในตลาด

แม่บอกว่าอยากจะไปซื้อของที่แม่สอด…เราสองคนเลยอาสาพาไป เพราะไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนแม่สอดมานานหลายปีทีเดียว

แม่ค้าขายขนมชาวแม่สอด
นักปั่นสาวมืออาชีพ ในตลาดแม่สอด

วันนี้…อะไร อะไร ที่แม่สอดก็เปลี่ยนไปอย่างมาก จากที่น้าก้อยเคยไปเห็นมาครั้งแรกเมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว บ้านเมือง อาคารร้านรวง ดูเจริญ และขยายใหญ่โตมากขึ้น ตลาดริมเมยวันนี้เปลี่ยนไปมาก มีสะพานคอนกรีตข้ามไปยังฝั่งเมืองเมียววดีประเทศพม่า จากแต่ก่อนที่น้าหมายเคยพาน้าก้อยนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งพม่า

พ่อค้า แม่ขาย และผู้คนในตลาดชวนให้นึกว่าเดินอยู่ในเมืองเมียววดี มากกว่าเดินในฝั่งแม่สอด
สะเดา่อ่อน
วัฒนธรรมการเทินของบนศรีษะที่พบมากในกลุ่มพวกที่สืบเชื้อสายจากแขก
ร้านขายหมากข้างทาง ที่พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดสดแม่สอด
เจดีย์ทรงพม่า ในวัดใกล้ๆ ตลาด
รถรับจ้างข้ามฟากมาจากฝั่งพม่า
ถูกแบบนี้มีที่ไหน

ขากลับน้าก้อยได้แวะตลาดริมทางดอยมูเซอที่ขยายกิจกาจใหญ่โตกันขึ้นมาก และมีตลาดเพิ่มมาอีกหนึ่งแห่ง ชาวเขาพวกนี้พูดภาษาไทยได้ชัดเจนมากขึ้น แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบเป็นคนเมือง อย่างไม่หลงเหลือชุดแต่งกายประจำเผ่าให้เห็นแม้นแต่คนเดียว พ่อค้าแม่ขายชาวเขาเหล่านี้ดูมีฐานะดีขึ้นผิดจากแต่ก่อน นอกจากเขาจะขายพืชผักเมืองหนาว อย่างเคยแล้ว ในปัจจุบันต่างพากันขายแค๊ปหมู และน้ำพริกหนุ่มกันทุกร้าน

ตลาดสดดอยมูเซอ ริมทางฝั่งขากลับเข้าเมืองตาก

ขอขอบคุณภาพประกอบสวยๆ ฝีมือถ่ายภาพของน้าหมายค่ะ

เมื่อ….ศิลปะขยายวงกว้างสู่ภูมิภาคภาคเหนือตอนล่างของไทย


คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวพระนคร ในการจัดสัมมนาและปฏิบัติการทางศิลปะนานาชาติ แต่เป็นเรื่องตื่นเต้น และอยู่ในความสนใจของคนคอศิลปะในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่างอย่างนครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก กำแพงเพชร และสุโขทัย

 

ทางมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก โดยสถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากสภาศิลปกรรมไทยแห่งสหรัฐอเมริกา โดยศิลปินแห่งชาติกมล ทัศนาญชลี เทศบาลนครพิษณุโลก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดพิษณุโลก สมาคมหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก และบริษัทนานมี จำกัด ในการร่วมกันจัดงานสัมมนาเชิงวิชาการและปฏิบัติการศิลปะอาเซียนครั้งที่ 1 ขึ้น ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 2 ธันวาคม 2554 โดยในงานจะจัดให้มีการสนทนาศิลป์ในหัวข้อ “ศิลปกรรมร่วมสมัย” และการปฏิบัติการทางศิลปะจากศิลปินแห่งชาติ ศิลปินนานาชาติ ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้า และอาจารย์สอนศิลปะจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีการเรียนการสอนศิลปะจากทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวรด้วย

ศิลปินที่จะเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ได้แก่ศิลปินแห่งชาติไทย คือ ศาสตราจารย์เดชา วราชุน อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน และอาจารย์ธงชัย รักประทุม ศิลปินนานาชาติ ได้แก่ ศิลปินชาวเวียดนาม ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ ญี่ปุ่น รัสเซีย และ เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ในส่วนของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียง ซึ่งป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานและแสดงผลงานทางศิลปะอย่างเชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และอาจารย์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ จากทั่วภูมิภาคของไทย ได้แก่ พงศ์เดช ไชยคุตร วัฒนโชติ ตุงคเตชะ สมหมาย มาอ่อน ไพโรจน์ วังบอน อนุพงษ์ จันทร มงคล เกิดวัน ธนฤทธิ์ ทิพย์วารี ประสิทธิ์ วิชายะ สาธิต เทศนา กิติชัย กันแตง ศิริชัย พุ่มมาก มานิตย์ คูวัฒนศิลป์ สงกรานต์ สุดหอม วรวุฒิ ทาแก้ว วีระพันธ์ ใจสุบรรณ สุวัฒน์ ชะตางาม กิตติ แสงแก้ว อัญชนา นังคลา ทศพร สุธรรม พิสิษฐ์ พันธ์เทียน สมพร แต้มประสิทธิ์ ธนาทิพย์ ทิพย์วารี ดนยา เชี่ยววัฒกี ไชยพันธุ์ ธนากรวัจน์ ธวัชชัย ช่างเกวียน ธนดล ดีรุจิเจริญ และ เอกกมล โรจน์จิรนันท์ รวมทั้งสิ้น 53 ท่าน

ผลงานอาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน

ด้วยความมุ่งหมายหลักของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการเผยแพร่ ขยาย สนับสนุน และส่งเสริมความรู้ทางด้านศิลปะ ให้กระจายไปสู่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไปในแขตท้องถิ่นจังหวัดภาคเหนือตอนล่างของไทย ประกอบกับจากการสำรวจสอบถามความสนใจของเหล่าบรรดาคอศิลปะในเขตภาคเหนือตอนล่าง พบว่าทุกคนต่างมีความต้องการร่วมรับรู้ข่าวสาร มีส่วนร่วมในการสัมผัสความเคลื่อนไหวของแวดวงศิลปะบ้านเรา ทางมหาวิทยาลัยและผู้ร่วมสนับสนุนหลายฝ่าย ต่างเห็นต้องกันว่า กิจกรรมดังกล่าวนี้ จะเป็นการสร้างความตื่นตัว และขยายความรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรมให้กระจายออกจากส่วนกลาง อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทุกฝ่ายในแวดวงศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

ผลงานอาจารย์ธงชัย รักประทุม

ขณะนี้สถาบันการศึกษาหลายแห่งในเขตจังหวัดใกล้เคียงได้แสดงความจำนงค์ในการส่งนักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมฟัง และสังเกตการณ์ในกิจกรรมที่เปิดสาธารณะในครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 300 คน ประชาชนผู้สนใจทั่วใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆได้โดยตรงที่สถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน ชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 60500 โทรศัพท์ 055-961-148

หมายเหตุ บริษัท นานมี จำกัด เป็นผู้สนับสนุนสีวิจิตรรงค์ และศิลปากรประดิษฐ์ให้กับศิลปินใช้ในการปฏิบัติงาน

ชวนชิมขนมดอกดิน กลิ่นหอมอ่อนๆ


เมื่อวันก่อนหลังจากอาหารมื้อเที่ยง น้าก้อยก็แวะร้านขายขนมไทยโบราณแถวซอยก๊วยเตี๋ยวกำนัน (แถวมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก) มีขนมสีดำใส่ใบตอง โรยหน้าด้วยมะพร้าวสีขาว ตัดกันอย่างโดดเด่นสะดุดตาอยู่ในถาด น้าก้อยเข้าใจว่าเป็นขนมเปียกปูน แต่ถามแล้วได้ความว่าเป็นขนมดอกดิน แหม…ดีใจจัง ได้เห็นของจริงแล้ว หลังจากที่ได้ยินแต่ชื่อมาร่วมเดือนกว่าๆ เมื่อครั้งไปร่วมประชุมที่เทศบาลเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย ต้องซื้อซะแล้วค่ะ แม่ค้าขายสี่อันสิบบาท

ขนมดอกดินนี้ น้าก้อยไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย แม้นแต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยิน หลังจากสืบเสาะ และถามไถ่จากชาวพื้นถิ่นสุโขทัยดูแล้ว จึงรู้ว่าดอกดินนั้นเป็นดอกไม้ที่เป็นพืชกาฝากชนิดหนึ่ง ขึ้นบนรากไม้ที่อากาศชื้นและร่มเช่นใต้ต้นไผ่ ไม่มีใบ ดอกเดี่ยวชูก้านขึ้นมาจากพื้นดินยาว 15 –40 ซม. กลีบดอกเชื่อมติดกันเป้นหลอดกว้างโค้งงอสีม่วงแดง ผลแห้งแตกได้ เมล็ดมีขนาดเล็กมากสีเหลืองอ่อน

เมื่อย่างเข้าฤดูฝนจะพบดอกดินขึ้นอยู่ตามที่ร่มและชื้นซึ่งชาวบ้านก็จะไปเก็บและนำมาใช้แต่งสีขนมโดยสารที่ทำให้เกิดสีคือ สารจำพวก Aucubin ซึ่งเมื่อถูกออกซิไดส์จากออกซิเจนในอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีดำ

นอกจากนั้นในตำรายาแผนโบราณยังมีการนำดอกดินไปใช้รักษาโรคเบาหวาน ด้วยการทำเป็นยาชง และแก้อาการบวมตามผิวหนังเนื่องจากขัดเบา ด้วยการทำเป็นยาต้ม

ในปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า มีฤทธิ์ต้านพิษต่อตับ ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ต้านมะเร็ง กระตุ้น T – cell ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย

ส่วนตัวขนมนั้น มีส่วนผสมของแป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม น้ำตาลทราย กะทิ กล้วยน้ำว้าบด ดอกดินสดสำหรับคั้นน้ำ มะพร้าวขูด สีคั้นจากน้ำดอกดินสดนั้นจะออกสีม่วงตุ่นๆ เมื่อโดนความร้อน โดยการนำขนมไปนึ่งแล้วจะออกเป็นสีน้ำเงินจนออกดำ อย่างที่เห็น

รสชาติออกเหนียวหนึบคล้ายเคี้ยวแป้งขนมเทียน แต่จะนุ่มกว่า เพราะไม่ได้ใช้แป้งข้าวเหนียว ได้เป็นความเหนียวจากแป้งท้าวยายม่อม หอมกลิ่นดอกดินอ่อนๆ แต่ขนมที่น้าก้อยซื้อมา น้องจอย (เคยทาน) บอกว่ากลิ่นไม่ค่อยหอม ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ น้าก้อยก็ว่าอร่อยแล้วนะ เอาเป็นว่าถ้าน้าก้อยเจอร้านอื่นจะลองชิมดูอีกว่าไอ้ของที่อร่อยจริงๆ จะเป็นยังไง แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะจ้ะ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.