คลังเก็บป้ายกำกับ: กร๊ากเล็กๆ

The Restaurant and the Other Restaurant


The Restaurant

A group of 40 year old buddies discuss and discuss where they should meet for dinner. Finally it is agreed upon that they should meet at the Gausthof zum Lowen restaurant because the waitress’s there have low cut blouses and nice breasts!

10 years later, at 50 years of age, the group meets again and once again they discuss and discuss where they should meet. Finally it is agreed upon that they should meet at the Gausthof zum Lowen because the food there is very good and also the wine selection is good.

10 years later at 60 years of age, the group meets again and once again they discuss and discuss where they should meet. Finally it is agreed upon that they should meet at the Gausthof zum Lowen because they can eat there in peace and quiet and the restaurant is smoke free.

10 years later, at 70 years of age, the group meets again and once again they discuss and discuss where they should meet. Finally it is agreed upon that they should meet at the Gausthof zum Lowen because the restaurant is wheel chair accessible and they even have an elevator.

10 years later, at 80 years of age, the group meets again and once again they discuss and discuss where they should meet. Finally it is agreed upon that they should meet at the Gausthof zum Lowen because that would be a great idea because they have never been there before.

 

The other restaurant

I was in the restaurant yesterday when I suddenly realized I desperately needed to pass gas. The music was really, really loud, so I timed my gas with the beat of the music.

After a couple of songs, I started to feel better. I finished my coffee, and noticed that everybody was staring at me….

Then I suddenly remembered that I was listening to my iPod.

 

 

Thanks Dr. Nathan Murillo of Palmspring  for his forward mails that alway makes me laugh so hard.

โฆษณา

Black Magic Women!


ฮาเวิร์ดรับสาวงามหุ่นดีนางหนึ่งขึ้นรถ หลังจากที่เขาขับรถผ่านไปยังย่านเก่าอันทรุดโทรมของเมือง และเห็นเธอยืนโบกรถอยู่ เมื่อหล่อนขึ้นมานั่งบนรถแล้ว ฮาเวิร์ดค่อยๆ เคลื่อนรถออก และเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเองกับหล่อน

 

ฮาเวิร์ด: ไม่ทราบว่าคุณทำอะไรครับ คือผมหมายถึงอาชีพหนะครับ

หล่อนหน้ามาส่งยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะตอบว่า “ฉันเป็นนักมายากลค่ะ”

ฮาเวิร์ด: โอ่ะ…ไม่มีทาง ผมดูจากลักษณะท่าทางของคุณแล้ว เป็นไปไม่ได้แน่นอน …………เอายังงี้ดีกว่า คุณต้องพิสูจน์ให้ผมดูหน่อยหล่ะ

 

หล่อนก็ยังส่งยิ้มอันเหย้ายวนมาให้เขาอยู่เช่นเดิม แต่ไม่มีคำตอบใดๆ จากหล่อน นอกจากจะเอื้อมมือของเธอที่มีนิ้วเรียวยาว และเล็บเงาวับ ที่ถูกเคลือบไปด้วยสีแดงสด มาสัมผัสที่หัวเข่าของฮาเวิร์ด แล้วเริ่มต้นบีบเบาๆ และลูบไล้วนไปวนมา…..แค่นั้นแหละที่เธอทำ

 

ฮาเวิร์ดมารู้สึกตัวอีกที……ก็เมื่อขับรถเลี้ยวปร๊าดเข้าไปในโรงแรมม่านรูดใกล้ๆ แถวนั้น พร้อมกับนักมายากลสาวสวย….แค่นั้นแหละที่เธอทำ

 

 

I got a Black Magic Woman.
I got a Black Magic Woman.
Yes, I got a Black Magic Woman,
She’s got me so blind I can’t see;
But she’s a Black Magic Woman and
she’s trying to make a devil out of me.

Don’t turn your back on me, baby.
Don’t turn your back on me, baby.
Yes, don’t turn your back on me, baby,
Don’t mess around with your tricks;
Don’t turn your back on me, baby,
’cause you might just wake up my magic sticks.

You got your spell on me, baby.
You got your spell on me, baby.
Yes, you got your spell on me, baby,
Turnin’ my heart into stone;
I need you so bad,
Magic Woman I can’t leave you alone.

 

 

อ้างอิง: p.124, Laughter the Best Medicine, Reader’s Digest, November, 2000

 

 

 

อีแมว….จากสุดที่รักของคุณ


ชายคนหนึ่งออกจากชิคาโกเพื่อไปพักผ่อนที่คีย์เวส ในช่วงวันหยุดพักผ่อนของเขา แต่ภรรยาสุดที่รักของเขาเกิดติดธุระกระทันหัน จึงไม่สามารถไปพร้อมกันกับเขาได้ เธอได้ตกลงกับสามีสุดที่รักว่า จะบินตามไปทันทีในวันรุ่งขึ้นเมื่อเสร็จธุระ

ทันทีที่เขาเดินทางถึงฟลอริด้า เขาได้ส่งอีเมลล์คร่ำครวญด้วยความคิดถึง…ถึงภรรยาสุดที่รัก เพื่อเธอจะได้ไม่ต้องกังวลใจ แต่ด้วยความรีบร้อน ทำให้เขาพิพม์ที่อยู่ของเธอพลาดไปหนึ่งตัวอักษร ทำให้ภรรยาของเขาไม่ได้รับอีเมลล์ฉบับนี้…..แต่……สุภาพสตรีอีกท่านหนึ่ง เป็นผู้ได้รับอีเมลล์ฉบับนี้แทน

เมื่อหม้ายสาวนางนี้ได้รับอีเมลล์ฉบับดังกล่าว เธอได้เปิดออกด้วยความประหลาดใจในชื่อผู้ส่ง และความสงสัยใคร่อยากรู้….เธอได้เริ่มต้นอ่านมัน….เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น….เธอก็ได้กรี๊ดดดดดดดดดด……ร้องออกมาด้วยความตกใจอย่างสุดชีวิต และเป็นลมหมดสติไปในทันที……

ช่างโชคดีซะเหลือเกิน…..ที่วันนี้ เป็นวันที่ธิดาของเธอมาอยู่เป็นเพื่อน ด้วยเเห็นว่ามารดาของเธอยังอยู่ในอาการเศร้าโศกอย่างยิ่งที่เพิ่งจะเสียสามีสุดที่รักไป

ด้วยเสียงกรี๊ดร้องอันดังของมารดา….. ทำให้เธอตกใจอย่างยิ่ง  จึงได้วิ่งไปยังห้องของมารดา และพบว่า….แม่ของเธออยู่ในสภาพสลบไสล ไม่ได้สติ….เธอเริ่มเขย่าเรียกมารดา แต่หม้ายสาวก็ยังไม่ฟื้น…. พลันสายตาเธอเหลือบไปเห็นอีเมลล์ที่เปิดอยู่ มีใจความบางตอนว่า…………………

ถึงภรรยาสุดที่รักของฉัน

……..ฉันได้มาถึง และcheck in เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดี และดูเพียบพร้อมเพื่อเตรียมต้อนรับการมาถึงของคุณในวันพรุ่งนี้ ฉันกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคุณอย่างตื่นเต้น ที่จะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง….จากสามีสุดที่รักของคุณ

ปล. ที่นี่ค่อนข้างจะร้อนนะจ้ะที่รัก

กิน….ปลาช่วยให้ฉลาดขึ้น…นะ…


จะเป็นเพราะว่า Nakoi เป็นคนชอบกินปลา ก็น่าจะใช่นะ…จึงเห็นว่าปลาดีมีประโยชน์…..นอกจากจะทำให้ฉลาดแล้ว ยังทำให้อารมณ์ดีอีกด้วยนะ….ฮึ ฮึ ฮึ

ที่ร้านขายของชำแห่งหนึ่ง ชื่อร้าน “เขียวการค้า” ลูกค้าขาประจำคนหนึ่งได้คุยกับเจ้าของร้าน ที่เขาคิดว่าเป็นคนที่ฉลาดปราดเปรื่องอย่างมากคนหนึ่งของเมือง

ลูกค้า: ช่วยบอกฉันที่ซิว่า ทำไมคุณถึงได้เป็นคนฉลาดปานนี้

เจ้าของร้าน: ปกติแล้วนะ ฉันไม่เคยคิดที่จะบอกให้มาก่อนเลยนะ ไอ้เรื่องความลับที่ทำให้ฉันฉลาดเนี่ย….แต่เอาหล่ะ…ไหนๆ นายก็เป็นลูกค้าขาประจำที่ซื่อสัตย์คนหนึ่งของฉัน ฉันจะยอมบอกความลับนี้กับนาย

เจ้าของร้านตอบกลับไปด้วยสีหน้าจริงจัง และสุ่มเสียงอันแหบต่ำ ลุ่มลึก และแผ่วเบา ด้วยเกรงว่าลูกค้าคนอื่นๆ จะแอบได้ยินเข้า

เจ้าของร้าน: เขยิบเข้ามาใกล้ๆ อีกนิดซิ…นี่ไง….หัวปลานี่ไง…ถ้านายกินหัวปลานี่นะ นายจะฉลาดปราดเปรื่องอย่างหาตัวจับได้ยากทีเดียว

ลูกค้าตอบกลับไปด้วยสีหน้า และท่าทางตื่นเต้น ดีใจ ดวงตาเบิกโต ด้วยความปิติ อย่างเห็นได้ชัด

ลูกค้า: จริงเหรอ….แล้วนายมีหัวปลาแบบนี้ขายหรือเปล่าหล่ะ

เจ้าของร้าน: มีซิ…หัวละแค่ 4 เหรียญ เท่านั้นเอง

ลูกค้า: งั้นฉันขอซื้อสักสามหัวก่อน

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป…ลูกค้าคนเดิมกลับไปที่ร้านอีก

ลูกค้า: ไอ้บ้าเอ๋ย…แกเอาหัวปลาอะไรให้ฉันไปวะ นอกจากรสชาติมันจะสุดห่วยแล้วนะ มันยังไม่ทำให้ฉันฉลาดขึ้นอีกด้วยว่ะ

เจ้าของร้าน: นั้นแสดงว่า…นายยังกินมันน้อยเกินไปหล่ะซิท่า

ลูกค้า: อ้าวเหรอ….นายคิดอย่างงั้นจริงเหรอ….งั้นวันนี้ฉันขอซื้ออีกสักยี่สิบห้วแล้วกัน

สองสัปดาห์ผ่านไป…ลูกค้าคนเดิมกลับมาที่ร้านอีก…แต่คราวนี้…เขามาด้วยอารมณ์โมโหโกรธาอย่างสุดฤทธิ์…และพร้อมจะขยำเจ้าของร้านให้แดดิ้นไปในพริบตา

ลูกค้า: เฮ้ย…ไอ้บ้า..ไอ้สาระเลว…ไอ้ขี้โกง…ไอ้ฉ้อฉล วันนี้แกไม่รอดฉันแน่…แกมันบ้าเอาหัวปลามาขายฉันได้ตั้งราคาหัวละ 4 เหรียญ ทั้งๆ ที่ฉันนะ สามารถซื้อปลาได้ทั้งตัวในราคาแค่ 2 เหรียญ เท่านั้นเองนะโว้ย…แกตั้งใจจะหลอกลวงฉันนี่หว่า

เจ้าของร้าน: ใจเย็นก่อน….นั่นไง…นั่นไง….เห็นมั้ย นายนะฉลาดขึ้นแล้วไง…..กร๊ากกกกกกกกกก

อ้างอิง: จาก Laughter the Best Medicine หนังสือ Reader’s Digest ฉบับเมษายน 2000

สับปะรดสัมพันธ์


เรื่องเล่าเช้านี้….nakoi ฟังแล้วมันช่างน่ารักจั๊กกะจี้ดีแท้เชียว….เพราะตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์….มัวแต่ยุ่งเป็นลิง แต่ว่านู๋ผึ้งเขาเล่าให้ฟัง….เขานั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย…..

 

หลังอาหารมื้อกลางเย็น (ระหว่างกลางวันกะเย็นนะ) มีลุงหง่า, ลุงตึ๋ง, พี่โต้ง, อาอ่อด, นู่ผึ้ง และอีกสองสามคน นั่งอยู่ มื้อนี้เขาทานข้าวไข่เจียวสามหอมฝีมือน้องหริงกัน แล้วก็ตามด้วยผลไม้ตัวต้นเรื่อง…คือ “สับปะรด” นี่อง ทุกคนก็นั่งคุยกันไปทานสับปะรดกันไป ลุงหง่าก็เล่าเรื่องอะไรต่ออะไรให้ฟังเช่นเคย โดยมีสายตาหลายคู่ของผู้คนร่วมโต๊ะจับจ้องและเพลิดเพลินไปกะลุงหง่า ไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใด…อาอ่อดก็กินสับปะรดไปแคะขี้ฟันไป…..

 

ลุงหง่า: อ่อด….เอาสับปะรดมากินบ้างซิ

อาอ่อด…ไม่พูดอะไร เอาไม้จิ้มฟันจิ้มสับปะรดส่งให้ลุงหง่า โดยที่ไม่มีใครสังเกตหรือว่าอะไร…มีเพียงสายตาหนึ่งคู่ที่บังเอิญเหลือบไปเห็นเข้าอย่างจัง…..

 

นู๋ผึ้งนั่นเอง…เธอเหลือบไปเห็นพอดีว่า อาอ่อดกำลังแคะขี้ฟันอยู่ตอนที่ลุงหง่าบอกขอสับปะรด แล้วแกก็เอาไม้อันเดียวกันนั้นแหละจิ้มสับปะรดส่งให้ลุงหง่า…จร๊ากกกกก…นู๋ผึ้งนั่งเงียบกริบ…ไม่กล้าพูดไรทั้งสิ้น…

 

อาอ่อดส่งสับปะรดให้ลุงหง่า….

อาอ่อด: เอ้า…อา…

ลุงหง่า: เฮ้ย…ไอ้อ่อด…เอ็งเอาไม้จิ้มที่ฟันที่แคะฟันเอ็งอยู่มาจิ้มสับปะรดให้ข้านี่หว่า….

อาอ่อด: โอ้ย…ใช่ที่ไหนเล่าอา…ผมยังไม่ได้ใช้เลย…

ลุงหง่า: ก็ข้าเห็นอยู่นี่หว่า

พี่โต้ง: แหมครู….ขี้ฟันหลานกินไม่ได้เชียวเหรอ….กร๊ากกกกก….

 

ทุกคนหัวเราะกันกร๊ากกก…ใหญ่….อาอ่อดก็ทำหน้าตาเฉย เหมือนเคย แล้วตอบว่า

 

อาอ่อด: ไม่ใช่อา….ไม้มันมีสองข้าง….ผมใช้อีกข้างหนึ่ง ข้างที่จิ้มผมยังไม่ได้ใช้

แล้วลุงหง่าก็จับสับปะรดเข้าปาก….อืม….

กร๊ากกกก……..ใครว่าคนแก่เบลอ….ตาฝ้าฟาง…คนอ่อนกว่านี่ซิ…..