คลังเก็บป้ายกำกับ: ของชอบ

Banana Pancake-กล้วยหอมปิ้ง


เช้านี้อากาศดีจิ๊งงงงงงงงงงงงงง

จะว่าชีวิตเริ่มยากขึ้นก็ไม่ใช่ซะทีเดียว บางทีมันก็ดูเหมือนง๊ายง่าย…เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อวานไปตลาดรถไฟตอนเย็นว่า ต้องหากล้วยหอมให้ได้สักหวี อยากทำแพนเค็ก แล้วก็ได้มาสมใจ (โอกาสหน้าจะถ่ายภาพตลาดรถไฟมาให้ชมนะคะ Nakoi ชอบไปซื้อผลไม้และผักแถวนั้น เพราะราคาสมเหตุสมผลค่ะ

เมื่อสัปดาห์ก่อนเห็นเพื่อนโพสต์คลิปทำแพนเค็กกล้วยหอม (ขอโทษด้วยนะคะที่จำไม่ได้ว่าเพื่อนคนไหน แต่ก็ขอขอบคุณมากค่ะที่ช่วยคิดเมนูอันแสนอร่อยดีพร้อมแบบนี้ให้) มันเหมาะจะเป็นอาหารเช้าอันแสนรวดเร็ว ง่ายดาย อิ่ม สะอาด และที่สำคัญอร่อยค่ะ

ตามสูตรที่เห็นในคลิปหรือในเว็บอื่นๆ ก็มีส่วนผสมหลักคือ กล้วยหอม และไข่ Nakoi ใช้กล้วยหอมขนาดเล็ก 5 ลูก ไข่เป็ดลูกโตหน่อยนะคะ 1 ฟอง (ไข่แดงสีสวยมาก) ขอเพิ่มใส่แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ และเนยแบบไม่เค็ม 1 ช้อนชา

BP13
กล้วยหอม และ เครื่องผสมแบบมือถือ

 

ไข่เป็ด
ไข่เป็ด

หั่นกล้วยเป็นแว่นๆ เลยค่ะ แล้วก็ตีๆ ด้วยเครื่องตีมือ จากนั้นก็ใส่ไข่ ใส่เนย แล้วก็ตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน ง่ายมาก ไม่ถึงห้านาที

กล้วยหอม
กล้วยหั่นเป็นแว่น
ส่วนผสมแพนเค็กกล้วยหอม
ส่วนผสมกล้วยหอม ไข่ เนย และแป้งสาลี ที่ผสมกันดีแล้ว

แล้วก็เริ่มทอดแพนเค็กกันเลยค่ะ ใช้กระทะแบบเคลือบใส่เนยลงไปอีกสัก 1 ช้อนชา ทอดเป็นวงๆ จนเป็นสีออกน้ำตาลอ่อน….อะ…กลิ่นของกล้วยหอมกับเนยอ่อนโชยมาเลยค่ะ… เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ พร้อมตั้งโต๊ะได้เลย

Banana Pancake with Kiwifruit and Honey
เช้าวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558 แพนเค็กกล้วยหอมราดหน้าด้วยกีวีและน้ำผึ้ง
Banana Pancake with Kiwifruit
ความหวานหอมของกล้วยตัดกันกับรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ ของกีวี…อืมมมมม

ตักใส่จานพร้อมโปะหน้าด้วยกีวีหันเป็นแว่นๆ ราดน้ำผึ้งอีกหน่อย….อะ

ปล. Namai ต่อว่าต่อขาน  “ทำไมไม่ใส่กล้วยหอมให้ด้วย” หลังจากกินไปเกือบหมด ว่าแล้วก็ลุกขึ้นมาหยิบกล้วยหอมใส่เอง…ปัดโธ่เอ๋ย…ที่กินอยู่เนี่ยก็กล้วยหอมทั้งนั้น ยังจะใส่อีก

Double Banana
Double Banana…พิเศษกล้วย อร่อยดี

“อ้าว…ก็พี่ไม่รู้ คิดว่าเป็นแพนเค็กแป้ง” …ราดน้ำผึ้งอีกยังได้เลย…อืม…อร่อยดี พรุ่งนี้ขอแบบนี้อีกนะ

ดับกระหายคลายร้อนด้วย “ไอติมกะทิสูตรแจมม่า แสตฟฟอร์ด (Gemma Stafford)”


อากาศที่ร้อนจัดอบอ้าวของพ.ศ.นี้ ทำให้หลายๆคนคงหาทางดับร้อนกันให้วุ่นวาย ไอศกรีมหรือเรียกกันง่ายๆ ภาษาชาวบ้านว่า “ไอติม” เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ดูจะบรรเทาเบาร้อนได้ดีทีเดียว Nakoi เองเป็นคนเลิกรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์นมมาหลายปีแล้วค่ะ ได้ไปเจอกับสูตรไอติมกะทิของแจมม่าเข้า เธอเป็นเชฟมืออาชีพจากประเทศไอร์แลนด์ ที่เชี่ยวชาญการทำไอศกรีมแบบไม่ใช้เครื่องปั่นไอศกรีม ทั้งที่เป็นส่วนผสมจากผลิตภัณฑ์นม และไม่ใช่นม เริ่มกันเลยนะคะ

ส่วนผสม
1. กะทิกระป๋องเข้มข้นขนาด 13.5 ออนซ์ 3 กระป๋อง
2. น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วย
3. กลิ่นวนิลา 2 ช้อนชา (ถ้ามี)
4. ฝักวนิลา 1 ฝัก (ถ้ามี)

วิธีทำที่แสนง่าย*
1. แช่ภาชนะอ่างผสมสำหรับปั่นไอศกรีมในช่องแช่แข็งค้างคืน
2. แช่กะทิกระป๋อง 2 กระป๋องในตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือค้างคืน เพื่อให้หัวกะทิเป็นไขแยกจากน้ำ
3. นำกะทิที่เหลือ 1 กระป๋องเทตั้งไฟ ใส่น้ำตาลเคี้ยวไฟอ่อนให้ละลายจนกะทิงวดลงประมาณ 30 นาที หรือจนกระทั่งกะทิข้นขึ้นมีความหนืดเหมือนนมข้น ลดไฟลงตั้งต่อ 10 นาที จนกะทิน้ำตาลมีสีออกเหลืองนวล ยกลงปล่อยให้เย็น

น้ำกะทิข้นหวาน - coconut condense milk
น้ำกะทิข้นหวาน – coconut condense milk

4. นำกะทิ 2 กระป๋องออกจากตู้เย็น หงายด้านล่างที่วางในตู้เย็นขึ้น และเปิดฝาออก จะเห็นหัวกะทิที่จับกันเป็นก้อนแยกจากน้ำ นำส่วนที่เป็นก้อนนี้ออกมาใช้ทั้งสองกระป๋อง ส่วนน้ำที่เหลือใช้สำหรับทำอาหารอื่นได้
5. ใช้ภาชนะอ่างผสมที่แช่แข็งไว้ใส่ก้อนกะทิที่แยกออก ปั่นด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าความเร็วสูง จนกระทั่งเนื้อกะทิเนียนและฟู นานประมาณ 3-4 นาที

กะทิที่ปั่นจนเนียนและฟู พร้อมกับน้ำกะทิข้นหวาน เพื่อเป็นตัวไอศกรีม-Ice cream base
กะทิที่ปั่นจนเนียนและฟู พร้อมกับน้ำกะทิข้นหวาน เพื่อเป็นตัวไอศกรีม-Ice cream base

6. เติมกะทิข้นหวานที่เย็นแล้วส่งในอ่างผสม ปั่นให้เข้ากันด้วยความเร็วสูงต่ออีก 2-3 นาที
7. ใส่ภาชนะปิดฝาแช่ช่องแข็งอย่างน้อย 4 ชั่วโมง หรือค้างคืน จะได้ไอศกรีมกะทิที่จะใช้เป็นหลักสำหรับไอศกรีมรสต่างๆ
8. รสวนิลา นำไอศกรีมที่สำเร็จในข้อ 6 ปริมาณ 2 ถ้วย ใส่กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา และเมล็ดจากฝักวนิลา ½ ฝัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

ส่วนผสมของไอศกรีมสำเร็จที่ใส่เมล็ดวนิลาจากฝักแห้ง
ส่วนผสมของไอศกรีมสำเร็จที่ใส่เมล็ดวนิลาจากฝักแห้ง

9. รสช๊อคโกแลต ใช้ผงโกโก้ 3 ช้อนชา ใส่ในไอศกรีมที่สำเร็จในข้อ 6 ปริมาณ 1 ¾ ถ้วย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

ไอศกรีมกะทิรสวนิลา และช๊อคโกแลต
ไอศกรีมกะทิรสวนิลา และช๊อคโกแลต

10. รสผลไม้ต่างๆ ใช้ผลไม้ที่ต้องการปั่นให้ละเอียดผสมในไอศกรีมสำเร็จในข้อ 6 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

หมายเหตุ* ไอศกรีมรสชาติต่างๆ สามารถปรุงได้ตามใจชอบค่ะ
ถ้าใช้กะทิสดได้น่าจะทำให้ไอติมมีรสชาติของความสดชื่นแบบเป็นธรรมชาติได้มากกว่านี้ค่ะ

ที่มาของสูตร https://www.youtube.com/watch?v=nvclbHE-ZI8

The Cloud Gate of Chicago


หนึ่งปีผ่านไป…จะว่าไวเหมือนโกหกก็ไม่ปาน ลมพัดเย็น ชุ่มฉ่ำ ฝนพร่ำแบบนี้ ทำให้นึกถึงชิคาโก ในเดือนเมษายน ปี 2011


หลังจากที่ได้ตะลอนผ่านเมืองต่างๆ ในเขตกึ่งทะเลทรายอย่างลาสวกัส ซานตาเฟ่ จนเข้าสู่ชิคาโก ได้สัมผัสกับความชุ่มฉ่ำและสายลมเย็นยะเยือก นี่หล่ะมั้ง….ที่เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดของชิคาโก…สมแล้วกับที่ชาวบ้านเรียกเมืองนี้ว่า “The Windy City” เมืองแห่งสายลมแรง ที่รับเอาทั้งความชุ่มฉ่ำ และเย็นเป็นระลอกจากทะเลสาบมิชิแกนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา บรรยากาศริมทะเลสาบของเมืองผสมกับความหนาแน่นของอาคารสูงระฟ้า ถนนหนทาง ผู้คนและความเจริญในด้านวัตถุ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ และอายุอันยืนยาวของเมือง ทำให้พวกเรารู้สึกกระตือรือร้นอย่างจะไปซอกแซกหาอะไรที่แปลกหูแปลกตาชมกัน


เมื่ออิ่มท้องจากติ่มซำมื้อเที่ยงอันแสนเอร็ดอร่อยแล้ว ความกระชุมกระชวยกลับคืนมาอีกครั้ง สวนสาธารณะมิลเลนนัม (Millennium Park) คือ จุดมุ่งหมายต่อไปของพวกเรา ที่นั้น…มีผู้คนเดินกวักไกวไปมากันอย่างไม่เกรงกลัวสายลมแรงและความหนาวเย็นจับจิตจับใจ สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นสวนขนาดใหญ่กลางใจเมือง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ โดยเฉพาะช่วงเย็นวันอาทิตย์แบบนี้ สวนสาธารณะขนาดมหึมาจึงเป็นจุดนัดหมายและพักผ่อนหย่อนใจหลักของชาวเมืองชิคาโกและนักท่องเที่ยว ภายในสวนมีลานดนตรี กีฬาเอนกประสงค์ และอื่นๆ แต่มีลานเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ชื่อ “เอ ที แอนด์ ที พลาซ่า” (AT&T Plaza) เป็นที่ตั้งของงานประติมากรรมขนาดมหึมาชื่อ “คลาวด์ เกท” (Cloud Gate) ที่มีชื่อเล่นว่า “เมล็ดถั่ว” (The Bean) ตามรูปพรรณสัณฐานของตัวงาน “เมล็ดถั่ว” เป็นผลงานของศิลปินเชื้อสายอินเดีย สัญชาติอังกฤษนาม “อนิช คาพัวร์” (Anish Kapoor) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2004–2006 ด้วยวัสดุสแตนเลส มีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 13 เมตร และสูง 20 เมตร

นอกจากความใหญ่โตของขนาดบวกกับความมันวาวของสแตนเลสที่สร้างความมหัศจรรย์แล้ว ยังมีภาพสะท้อนตึกระฟ้าของนครชิคาโกปรากฏอยู่ด้านบนของงานประติมากรรมเป็นตัวช่วยเพิ่มความตะลึงงันให้กับชาวโลกอีกด้วย ลานนี้จึงเป็นลานที่ดึงดูดผู้คน ลูกเล็กเด็กแดงให้พากันมาปีนป่าย แหงนคอมอง และตั้งท่าถ่ายรูปกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งก็รวมถึงพวกเราด้วย หลายคนแอบภูมิใจแบบเงียบๆ กับการมีเชื้อสายเอเชียของศิลปินเจ้าของผลงานดังคนนี้…ปลื้มมมม


ในบริเวณอื่นๆ ของสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นมาก เช่น “น้ำพุคราวน์” (The Crown Fountain) เป็นวิดิโอประติมากรรมประกอบแสงสีเสียง ที่แสดงบนประติมากรรมน้ำพุแท่งแกรนิตสีดำ ซึ่งมีขนาดสูงถึง 15 เมตร ด้วยงบประมาณการสร้างถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ

หมี่ซั่ว…ชีวิตยืนยาว (ไม่มั่วซั่ว) ดุจเส้นหมี่


สำหรับคนที่ชื่นชอบการกินเส้นทั้งหลาย รวมทั้ง Nakoi เอง….ตามตำราจีนเขาเชื่อกันว่า “หมี่ซั่ว” กินแล้วชีวิตจะยืนยาวเหมือนเส้นหมี่ เป็นหมี่มงคล ที่จะทำทานกันในวันสำคัญ หรือวันมงคล เช่น ตรุษ สารท เป็นต้น ให้เป็นของฝากของขวัญ ก็เหมือนการอวยชัยให้พร ให้มีอายุมั่นขวัญยืนนะคะ….

มันเป็นของแน่อยู่แล้วว่าชื่อ “หมี่ซั่ว” ก็ต้องถูกนำเข้ามาจากเมืองจีน โดยคนจีนอย่างไม่ต้องสงสัย ตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ. 2490 โดยนำเข้ามาทำทานกันในครัวเรือน หลัวจากนั้นได้มีการผลิตออกจำหน่าย โดยที่หน้าซองมีตัวอักษรจีน ที่มีความหมายมงคล ที่หมายถึง อายุยืนยาว จึงทำให้ “หมี่ซั่ว” เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนยาว

Nakoi มักจะผัดหมี่ซั่วเป็นประจำทุกปี ในช่วงตรุษจีน….แหม! มิน่าถึงได้อายุยืนมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อหลายเดือนก่อน มีโอกาสได้ไปเที่ยวตามชุมชนคนเมืองพิษณุโลก แล้วก็ได้ไปเจอโรงงานหมี่ซั่วมังกรคู่นี้เข้าให้ เป็นโรงงานดั้งเดิมชื่อ “ก. ศรีเจริญพานิช” ที่ยังใช้กรรมวิธีในการผลิตแบบชาวบ้านอยู่ค่ะ มันดูมีเสน่ห์ จน Nakoi รู้สึกว่า หมี่ซั่วโรงนี้จะต้องผัดออกมาได้อร่อยมากๆ แน่นอน

ก ศรีเจริญพานิช
โรงงานหมี่ซั่ว “มังกรคู่” พิษณุโลก

โรงงานที่ว่านี้ชื่อโรงงานหมี่ซั่วยี่ห้อ “มังกรคู่” เป็นโรงงานเก่าแก่ดั้งเดิมโรงแรกของจังหวัดพิษณุโลก ตัวหมี่ทำมาจากแป้งสาลี น้ำ และเกลือ ที่ผสมเข้าด้วยกัน แล้วนำไปรีดเป็นแผ่น ก่อนทำให้เป็นเส้น แล้วนำไปนึ่ง ต่อด้วยตากจนแห้งก่อนบรรจุห่อ เพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป

แล้วก็ได้ซื้อฝากให้พี่นวลที่แอลเอไปสามห่อ ฝากให้อาจารย์อาร์ทไป ไม่รู้ว่าไปถึงแอลเอ หมี่ซั่ว จะกลายเป็นหมี่กรอบป่นไปหรือเปล่าคะพี่นวลขร้า…….

เลาะริมทางถนนพระร่วง


วางแผนกันมาเนิ่นนานข้ามประเทศเลยก็ว่าได้นะ ตั้งแต่สมัย Namai ยังอยู่ที่เมืองลาสเวกัส ตั้งใจไว้ว่าจะขี่จักรยานสำรวจเส้นทางถนนพระร่วง….และแล้ววันนี้ฝันของหนุ่ม (เหลือ) น้อยอย่าง Namai ก็เป็นจริงซะที เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แผนที่ถนนพระร่วง บริเวณหน้าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง
แผนที่ถนนพระร่วง บริเวณหน้าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง

พวกเราชาวจักรยานประกอบไปด้วยสามนักปั่นน่องทอง คือ โรเบิร์ต เอี๊ยน และ Namai ส่วน Nakoi เป็นแผนกบริการ ต้องขับรถบรรทุกจักรยานของตัวเองตามทีมปั่นน่องทองไป ด้วยเหตุเพราะ Nakoi อ่อนซ้อม หรือเรียกง่ายๆว่า ฝีมือยังไม่ถึงนั่นเอง เขาเลยอนุญาตให้แค่ขับรถตามคอยบริการยามฉุกเฉิน…..แต่ก็ยังดีนะ ได้ชมวิวสวยๆไปกับเขา มิเสียแรงขับรถนะจะบอกให้

ถนนสายพระร่วงที่ว่าเนี่ย เริ่มต้นมาจากเมืองศรีสัชนาลัย และไปสุดที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นระยะทาง 123 กิโลเมตร สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อกว่า 700 ปีมาแล้ว นับได้ว่าเป็นทางหลวงแผ่นดินสายแรก….. แต่ว่าจุดปั่นของเราจะเริ่มจากในเขตเมืองเก่า สุโขทัย ไปสิ้นสุดที่บ้านทานตะวัน ก่อนเข้าเขตอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ด้วยเหตุที่เรามีเวลาจำกัดเพียงเท่านี้…..นักปั่นทั้งสามคนออกรถกันตั้งแต่เกือบหกโมงเช้าของวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 (5/5/55….เลขสวยนะเนี่ย) จากบ้านพักริมคลองชลประทาน ตำบลท่าโพธิ์ พิษณุโลก ไปถึงโมทนาเซรามิค บ้านเกาะตาเลี้ยง อำเภอศรีสำโรง ประมาณ 11.20 น. เพราะมัวแต่เสียเวลาพักเที่ยวเป็น “พระยาน้อยชมตลาด” กันแถวกงไกรลาศ ซะนาน

บ้านไม้แสนสวย แถวกงไกรลาศ

ระยะทางช่วงแรกอยู่ในราวแปดสิบกว่ากิโล………ส่วน Nakoi ออกจากบ้านเก้าโมงเช้า ขับรถหลงทางไปซะรวมยี่สิบกิโลด้วยความเบลออออออออออออ แต่ก็ยังไปถึงโมทนาก่อนนักปั่นค่ะ

อากาศไม่ค่อยร้อนมากนัก เนื่องจากคืนก่อนออกเดินทางมีฝนตกหนัก ตอนเช้าอึ่ง กบ และเขียด ต่างพากันออกจากจำศีล เกลื่อนกลาดเต็มท้องถนนไปหมด มีทั้งที่รอดชีวิต และถูกรถทับแบนแตดแต๋….หลังจากสนทนาแลกเปลี่ยน รวมทั้งโม้กับคุณอู๊ด เจ้าของโมทนาเซรามิค…….ศิลปินพื้นบ้านช่างปั้น ฝีมือสุดยอดแห่งบ้านเกาะตาเลี้ยงแล้ว Namai เห็นว่าเราควรจะเอาจักรยานใส่รถ แล้วพากันไปเติมพลังมื้อบ่ายกันซะก่อนที่ร้านครัวยายทวดเจ้าเก่าเพราะ Namai แรงหมด ปั่นไม่ไหวแย้ววววววววววววววว

คืนนี้เราตัดสินใจพักค้างอ้างแรมกันที่เมืองเก่า ฝนฟ้าค่อนข้างอึมครึม พรุ่งนี้จะปั่นได้มั้ยหนอ…..เข้าถึงที่พัก ทุกคนขอนอนเอาแรงก่อนหล่ะกัน เดี๋ยวตอนเย็นๆ ออกไปปั่นชมเมือง หาอะไรอร่อยๆ ใส่ปากกันดีกว่า….Nakoi…..ก็จะได้โอกาสปั่นกับเขาบ้างก็ตอนนี้แหละ
รุ่งเช้า…ฝนฟ้าไม่เป็นใจ มืดครึ้ม อึมครึมตลอด สลับกับลงเม็ดมาเป็นระยะๆ แต่ก็ดีไปอย่างนะ ทำให้อากาศไม่ร้อน สบายดี แต่พ่อโรเบิร์ต เกิดกรุง กลับไม่ชอบ เพราะเหงื่อไม่ออก พวกเราเริ่มต้นถนนพระร่วงจากที่พักในเขตเมืองเก่านี่แหละค่ะ ออกไปทางทิศใต้ ผ่านประตูนะโม ไปยังวัดพระเชตุพน และวัดเจดีย์สี่ห้อง…..ท้องฟ้ามืดครึม ฝนตกพร่ำๆ สลับกับแรงบ้างอย่างสม่ำเสมอ แต่อากาศก็เย็นสบายดีค่ะ

บรรยากาศสองฟากฝั่งถนนช่วงผ่านวัดพระเชตุพนไปแล้ว จะเป็นนาข้าวสีเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ มีต้นแคนาต้นใหญ่ดอกร่วงกราวลงพื้นดิน ขาวไปทั่วพื้นข้างถนน ตัดกับสีเขียวของต้นข้าว….แหม! มันช่างสวย สดชื่นซะนี่กระไร

ผ่านโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ไม้

เส้นทางปั่นของพวกเราไปสิ้นสุดกันที่บ้านทานตะวัน บริเวณที่ถนนพระร่วงตัดกับทางหลวงหมายเลข 101 รวมระยะทางทั้งหมดอยู่ในราว 120 กิโลเมตร เห็นจะได้ บรรยากาศสองข้างทางบนถนนประวัติศาสตร์สายนี้ มีเรื่องเล่าขานและตำนานที่น่าสนใจอีกมากมาย อันนอกเหนือไปจากทิวทัศน์อันสวยงาม ขอบคุณธรรมชาติ และบรรพบุรุษผู้รังสรรค์สวรรค์บนดินที่สวยงามให้กับพวกเรา….ขอบคุณค่ะ