คลังเก็บป้ายกำกับ: คนศิลปะ

แกงเห็ดถอบชะอม ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย


ฝนตกแบบนี้ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าถึงฤดูกาลที่เราจะได้ชิมเมนูเด็ดพื้นบ้านกันแล้ว ต้องนี่เลยค่ะ….เห็ดถอบ

เห็ดเผาะ
เห็ดถอบ

ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย เมื่อวานไปงานบวชมาค่ะ พี่มลฝากของดีมาให้ เป็นเห็ดถอบสองถุงใหญ่ (จริงๆ ก่อนหน้านี้หลายวันฝากแกงมาแล้วหนึ่งถุงใหญ่ Nakoi จัดการไปเรียบร้อยซะแย้ววววววววววววว

วันนี้ Namai ลงมือเก็บชะอมที่แตกยอดอ่อนเต็มต้น ทะลุฟ้าทะลุฝนทีเดียวนะคะ น้าว่าเย็นนี้ไม่มีพลาด ต้องแกงเห็ดถอบใส่ชะอม พ่อครัว (ตัว) ใหญ่ ลงมือเองเลยค่ะ ใช้เครื่องแกงแดงแบบแกงคั่วธรรมดานี่แหละ ใส่หมูเยอะหน่อย

เขาเริ่มหั่นเห็ดที่เม็ดโตหน่อยให้เป็นแว่นบางๆ จะได้เคี้ยวง่าย

เห็ดเผาะหั่น
เห็ดถอบหั่นเป็นแว่น

เด็ดยอดชะอม

20160710_181952

ซอยหอมแดง

หอยแดงซอยเป็นแว่น
หอมแดงหั่นแว่น

แล้วก็ตั้งกระทะคั่วหอมในน้ำมันหมูจนหอมใส่พริกแกงคั่วไปจนหอม แล้วใส่หมู

คั่วพริกแกงจนหอม
คั่วพริกแกง
แกงเห็ดเผาะ
แกงเห็ดถอบชะอมหมูใส่ชะอม

พอสุกก็ใส่เห็ด ใส่ชะอมเติมน้ำจนเดือด ปรุงรสตามชอบ แค่นี้เองเนี่ยนะ ชิมดูอู้หู น้ำต้มหวานจังแฮะ สงสัยจะต้องกินข้าวหมดหม้อหล่ะมั้งวันนี้

ปล. ดีที่วันนี้แกงไม่เผ็ดมากเพราะ Nakoi ปากเป็นแผลระบมค่ะ เลยอร่อยแบบไม่ทรมานมาก

สำหรับท่านที่ไม่รู้จักเห็นถอบนะคะ บางคนเรียกว่าเห็ดเผาะ (แต่ Nakoi ชอบเรียกว่าเห็ดถอบ เพราะมันออกเสียงไม่ค่อยจะถนัดดีค่ะ) เขาว่าเป็นเห็ดที่มีสรรพคุณและประโยชน์ ดังต่อไปนี้นะคะ  

– ช่วยในการบำรุงร่างกายให้ร่างกายแข็งแรง
– ช่วยรักษาอาการช้ำใน
– ช่วยป้องกันโรควัณโรค
– ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ดี
– ช่วยในการสมานแผลและผิวให้เรียบเนียน
– ช่วยในการลดอาการบวมหรืออักเสบ
– ช่วยแก้อาการร้อนใน และแก้ไข้
– ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว หยุดไหลได้ง่ายขึ้น
– ช่วยบรรเทาอาการคันตามนิ้วมือหรือนิ้วเท้า

(อ้างอิงจาก http://www.เกร็ดความรู้.net/เห็ดเผาะ )

The Cloud Gate of Chicago


หนึ่งปีผ่านไป…จะว่าไวเหมือนโกหกก็ไม่ปาน ลมพัดเย็น ชุ่มฉ่ำ ฝนพร่ำแบบนี้ ทำให้นึกถึงชิคาโก ในเดือนเมษายน ปี 2011


หลังจากที่ได้ตะลอนผ่านเมืองต่างๆ ในเขตกึ่งทะเลทรายอย่างลาสวกัส ซานตาเฟ่ จนเข้าสู่ชิคาโก ได้สัมผัสกับความชุ่มฉ่ำและสายลมเย็นยะเยือก นี่หล่ะมั้ง….ที่เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดของชิคาโก…สมแล้วกับที่ชาวบ้านเรียกเมืองนี้ว่า “The Windy City” เมืองแห่งสายลมแรง ที่รับเอาทั้งความชุ่มฉ่ำ และเย็นเป็นระลอกจากทะเลสาบมิชิแกนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา บรรยากาศริมทะเลสาบของเมืองผสมกับความหนาแน่นของอาคารสูงระฟ้า ถนนหนทาง ผู้คนและความเจริญในด้านวัตถุ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ และอายุอันยืนยาวของเมือง ทำให้พวกเรารู้สึกกระตือรือร้นอย่างจะไปซอกแซกหาอะไรที่แปลกหูแปลกตาชมกัน


เมื่ออิ่มท้องจากติ่มซำมื้อเที่ยงอันแสนเอร็ดอร่อยแล้ว ความกระชุมกระชวยกลับคืนมาอีกครั้ง สวนสาธารณะมิลเลนนัม (Millennium Park) คือ จุดมุ่งหมายต่อไปของพวกเรา ที่นั้น…มีผู้คนเดินกวักไกวไปมากันอย่างไม่เกรงกลัวสายลมแรงและความหนาวเย็นจับจิตจับใจ สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นสวนขนาดใหญ่กลางใจเมือง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ โดยเฉพาะช่วงเย็นวันอาทิตย์แบบนี้ สวนสาธารณะขนาดมหึมาจึงเป็นจุดนัดหมายและพักผ่อนหย่อนใจหลักของชาวเมืองชิคาโกและนักท่องเที่ยว ภายในสวนมีลานดนตรี กีฬาเอนกประสงค์ และอื่นๆ แต่มีลานเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ชื่อ “เอ ที แอนด์ ที พลาซ่า” (AT&T Plaza) เป็นที่ตั้งของงานประติมากรรมขนาดมหึมาชื่อ “คลาวด์ เกท” (Cloud Gate) ที่มีชื่อเล่นว่า “เมล็ดถั่ว” (The Bean) ตามรูปพรรณสัณฐานของตัวงาน “เมล็ดถั่ว” เป็นผลงานของศิลปินเชื้อสายอินเดีย สัญชาติอังกฤษนาม “อนิช คาพัวร์” (Anish Kapoor) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2004–2006 ด้วยวัสดุสแตนเลส มีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 13 เมตร และสูง 20 เมตร

นอกจากความใหญ่โตของขนาดบวกกับความมันวาวของสแตนเลสที่สร้างความมหัศจรรย์แล้ว ยังมีภาพสะท้อนตึกระฟ้าของนครชิคาโกปรากฏอยู่ด้านบนของงานประติมากรรมเป็นตัวช่วยเพิ่มความตะลึงงันให้กับชาวโลกอีกด้วย ลานนี้จึงเป็นลานที่ดึงดูดผู้คน ลูกเล็กเด็กแดงให้พากันมาปีนป่าย แหงนคอมอง และตั้งท่าถ่ายรูปกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งก็รวมถึงพวกเราด้วย หลายคนแอบภูมิใจแบบเงียบๆ กับการมีเชื้อสายเอเชียของศิลปินเจ้าของผลงานดังคนนี้…ปลื้มมมม


ในบริเวณอื่นๆ ของสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นมาก เช่น “น้ำพุคราวน์” (The Crown Fountain) เป็นวิดิโอประติมากรรมประกอบแสงสีเสียง ที่แสดงบนประติมากรรมน้ำพุแท่งแกรนิตสีดำ ซึ่งมีขนาดสูงถึง 15 เมตร ด้วยงบประมาณการสร้างถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ

บันทึกพม่า….ความรุ่มรวยเรืองรองแห่งวัฒนธรรม


“ชเวดากองพญา” สัญญลักษณ์อันสวยงามแห่งความเหลืองอร่าม เรืองรองทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของพม่า ที่กวักมือเรียกผู้คนจากแดนไกล ให้แวะเวียนไปชื่นชม และสักการะบูชา เมื่อโอกาสมาเยือน….ในวันนี้…วันที่พม่าได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่กำลังอยู่ในความนิยมของชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยพุทธ และชาวตะวันตกผู้นิยมแสวงหาความบริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ และวิถีชีวิตผู้คนแบบตะวันออก การได้ชื่นชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพม่า จึงเป็นสิ่งที่ต้องไปสัมผัสด้วยสายตา และจดบันทึกด้วยฝีมือและหัวใจ

Image

Image

ปลายเดือนมกราคม 2555 เป็นช่วงเวลาที่การหาเสียงเลือกตั้งซ่อมในพม่ากำลังเป็นไปอย่างเข้มข้ม ภาพแผ่นป้ายหาเสียงของ “นาง อองซานซูจี” ตามถนนหนทางมีให้เห็นอย่างดาษดื่น โฉมหน้าพม่ากำลังจะเปลี่ยนไปตามกระแสโลก หลังจากที่ได้เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม และย้ายเมืองหลวง ไปตามลำดับแล้ว วิถีชีวิตชาวพม่าในนาทีนี้ ยังคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ เสมือนย้อนเวลากลับไปในอดีตของเมืองไทย เมื่อครั้งสมัยที่ความเจริญยังไม่อึกทึกครึกโครมเช่นทุกวันนี้

Image

Image

“สนามบินนานาชาติมิงกะลาดง” เช้านี้ยังคงโล่งสบาย ไม่แออัดยัดเยียด พิธีการตรวจคนเข้าเมือง เป็นไปอย่างสะดวก ถนนหนทางเมื่อออกจากสนามบินก็ยังโล่งตา ไม่ติดขัดเหมือนบนถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อออกจากสนามบินดอนเมือง รถรามีให้เห็นทั้งพวงมาลัยซ้ายและขวา ในขณะที่การสัญจรของยวดยานพาหนะ เป็นไปตามแบบอเมริกัน คือ วิ่งในช่องทางขวา ดูแล้วชวนให้ประหลาดใจ และงุนงงยิ่ง เมื่อรถเริ่มแล่นเข้าสู่ในเมือง ความคึกคัก เคลื่อนไหวของชีวิตยามเช้า ปรากฏให้เห็นทั้งชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ พระสงฆ์ เด็ก วัยรุ่น และผู้เฒ่าผู้แก่ ด้วยการแต่งกายแบบพม่า คือ นุ่งโสร่งกันทุกเพศทุกวัย ผู้คนสัญจรไปมาบนท้องถนน โดยใช้ทั้งรถเมล์ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน และเดินเท้า เป็นที่สังเกตว่า ชาวพม่ายังคงนิยมใช้จักรยานเป็นพาหนะในการสัญจรไปมาอย่างปกติ มิใช่เพื่อสันทนาการเช่นในประเทศไทย ร้านอาหารจานด่วน (Fast Food) แบบตะวันตก อย่างแมคโดนัล หรือ เค เอฟ ซี แทบจะไม่มีปรากฏให้เห็นบนสองฟากถนน

Image

Image

พวกเราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการแลกเงินจากสกุลดอลล่าร์สหรัฐ เป็นเงินจ๊าดในอัตรา 735-825 จ๊าด ต่อหนึ่งดอลล่าร์สหรัฐ ณ วันนั้น โดยขึ้นอยู่กับชนิดของธนบัตร (100 ดอลล่าร์ หรือ ธนบัตรใบย่อยลง) ธนบัตรไทยบาทในพม่าสามารถใช้ได้เลยในบางสถานที่ เช่น ร้านขายของที่ระลึกบางแห่ง แต่การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน “บาท” เป็น “จ๊าด” นั้น ไม่เป็นที่ยอมรับทางการธนาคาร หมายความว่า ตามสถานที่รับแลกเงิน จะรับแลกเฉพาะเงินเพียงแค่สี่สกุลเท่านั้น คือ ดอลล่าร์สหรัฐ ดอลล่าร์สิงค์โปร์ ยูโร และ พันธบัตรรัฐบาล สำหรับชาวต่างชาติ หรือ เอฟ อี ซี (FEC= Foreign Exchange Certificate) ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกับดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา

สำหรับชาวบ้านพม่า ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่เคร่งครัด พวกเขามักจะนำดอกไม้ธูปเทียน พร้อมปิ่นโตอาหารคาวหวานไปนมัสการพระเจดีย์ หรือพระพุทธรูปสำคัญๆ ที่มีอยู่ประจำเมือง และนั่งรับประทานอาหารร่วมกันในบริเวณศาสนสถาน อันถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ และท่องเที่ยวยอดนิยม….ในแทบทุกเมืองจะมีพระพุทธรูป และเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนกราบไหว้ เจดีย์แบบศิลปะพม่า อันได้รับอิทธิพลจากมอญ หรือพระพุทธรูปนั่ง นอน องค์ใหญ่นั้น มักจะตั้งเด่นเป็นประธานของโบราณสถานแต่ละแห่ง ล้อมรอบไปด้วยศาลาราย อันเป็นที่ตั้งของเทพเจ้า และพระพุทธรูปปางต่างๆ เช่น ที่เจดีย์กลางน้ำ “เยเลพญา” เมืองสิเรียม พระเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง หรือ “ไจ้ปุ่นพญา” เมืองหงสาวดี ที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สี่ด้าน เป็นประธานของวัด เป็นต้น…..ส่วนชาวเมืองอย่างชาวย่างกุ้งผู้มีฐานะ ส่วนใหญ่ มักจะชื่นชอบการพักผ่อนหย่อนใจด้วยการเดินเล่นและจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้าประจำเมืองเช่นเดียวกับชาวกรุงเทพมหานคร

Image

Image

Image

สีสันแห่งความบริสุทธิ์แบบวิถีเอเชียของพม่าในด้านการดำเนินชีวิต ทั้งอาหารการกิน ความนิยมในการเคี้ยวหมาก การแต่งกายด้วยผ้าโสร่ง ปะแป้งทะนาคา พูดภาษาพม่า และนิสัยใจคอที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกื้อกูลกัน ในวันนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์อยู่อย่างครบถ้วน และเข้มแข็ง นับจากนี้ต่อไป เมื่อพม่าเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ภาพที่ได้เห็นในเดือนมกราคม ปี 2555 อาจต้องเปลี่ยนแปลงไป หากแต่ภาพแห่งความประทับใจในอดีตเหล่านั้น ได้ถูกบันทึกไว้….ในความทรงจำที่ดีของผู้ที่เคยได้ไปสัมผัส….ทุกคน

บทความจากจุลสารโขงสาละวิน โดยสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 มกราคม-มีนาคม 2555 หน้า6-7

ขอขอบคุณภาพประกอบ…โดย…นางสาวอนงนาฎ เกตุทิพย์

บันทึก#2 ศิลป์วิจารณ์


Nakoi ได้เขียนงานวิจารณ์นิทรรศการนี้ไว้เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เป็นงานเขียนสอบภาคปลายปีพ.ศ. ๒๕๓๒ นำมาบันทึกไว้อ่านเล่น เพื่อให้เห็นบรรยากาศของแวดวงศิลปะเมื่อยี่สิบปีที่แล้วค่ะ

บทความวิจารณ์งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๕

          สำหรับแวดวงศิลปะในบ้านเราขณะนี้ มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจในเรื่องราวของศิลปะมากขึ้น สังเกตได้จากจำนวนห้องจัดแสดงงานศิลปะของเอกชน จำนวนศิลปินหน้าใหม่ที่เกิดขึ้น การจัดการประกวดศิลปกรรมต่างๆ มีมากขึ้นกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เยาวชนไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดศิลปกรรมระหว่างชาติมาหลายครั้ง ก็ยิ่งเพิ่มความสนใจในเรื่องของศิลปะให้กับประชาชนในประเทศเรามากขึ้น

              การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๓๕ นี้ จัดขึ้น ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ระหว่างวันที่ ๔ สิงหาคม ถึง ๘ กันยายน ๒๕๓๒ การจัดแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินี้ ได้ดำเนินติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องถึง ๓๕ ครั้ง โดยครั้งแรกเริ่มในปี พ.ศ.๒๔๙๒ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้บุกเบิกวงการศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มขึ้น ในแต่ละครั้งก็มีจำนวนศิลปินที่สนใจส่งงานเข้าร่วมการประกวดเป็นจำนวนมาก สำหรับครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยแบ่งแยกประเภทของงานออกเป็นด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มีคณะกรรมการผู้คัดเลือกและตัดสินเป็นผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านศิลปะ อาจารย์จากสถาบันที่มีการสอนศิลปะ ศิลปินอิสระผู้มีชื่อเสียง ผลการตัดสินคัดเลือกจากผลงานที่เข้ารอบสุดท้ายจำนวน ๑๕๙ ชิ้น โดยตัดสินแยกเป็นประเภทดังนี้ คือ ผลงานที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญทอง ประเภทภาพพิมพ์ คือ ผลงาน “สัญลักษณ์ในพิธีกรรมหมายเลข ๑๑” โดยนายถาวร โกอุดมวิทย์ ส่วนในประเภทจิตกรรมและประติมากรรม ไม่มีผู้ได้รับรางวัลนี้ ส่วนรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน สาขาจิตรกรรม คือ ผลงาน”ภวังค์แห่งอำนาจ” โดยนายชาติชาย ปุยเปีย งานประติมากรรมนั้น ก็มีเพียงรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ และ ๓ เช่นเดียวกับงานจิตรกรรม

                สถานที่จัดแสดงที่ใช้ คือ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นั้น เดิมเป็นอาคารวังท่าพระ และอาคารท้องพระโรง ที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมอยู่แล้ว เมื่อได้ใช้เป็นที่จัดแสดงงานที่มีคุณค่า น่าสนใจ ก็ยิ่งทำให้น่าสนใจที่จะได้ไปเยี่ยมชมมากขึ้น อาคารที่จัดแสดงทั้ง ๒ ชั้น ถูกบรรจุไปด้วยผลงานศิลปะมากมายของศิลปินหลายท่าน ทั้งศิลปินที่ชนะเลิศการประกวดและศิลปินเชื้อเชิญ รวมทั้งยังมีผลงานของศิลปินผู้ซึ่งมีความสำคัญ และน่าสนใจมากที่สุด ไม่แพ้ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ก็คือ ภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานเข้าร่วมจัดแสดง มาตั้งแต่การจัดแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๔ และได้เข้าร่วมแสดงมาอย่างสม่ำเสมอ ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์นั้น จะจัดแสดงอยู่ส่วนหน้าสุดของงานในห้องแรก เป็นภาพบุคคลในลักษณะกึ่งนามธรรม ใช้สีสด มีคุณค่าอย่างยิ่ง

                สถานที่จัดแสดงนั้นดูจะแคบลงไปถนัดตาเมื่อถูกบรรจุด้วยผลงานศิลปะจำนวนหลายสิบชิ้น โดยไม่ได้มีการจัดแบ่งประเภทของงานให้แยกจากกัน แต่ในแต่ละห้องที่จัดแสดง จะมีผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดครั้งนี้จัดแสดงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลงานประติมากรรมที่ได้รับรางวัล ที่ตั้งแสดงไว้กลางห้อง ผลงานจิตรกรรมหรือภาพพิมพ์ที่ได้รางวัลเหล่านี้ ผู้จัดสถานที่คงทำเพื่อให้ผู้ชมเกิดความสนใจที่จะชมงานชิ้นอื่นๆควบคู่กันไปด้วย ซึ่งงานเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะด้วยคุณค่าและฝีมือ ในแต่ละผลงานที่แสดงจะมีคำบรรยายประกอบแนวความคิดในการทำงาน ชื่อศิลปิน ชื่อผลงาน บอกไว้ ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจงานนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีการแจกเอกสารของงาน ที่มีวีดีโอประกอบคำบรรยาย ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลงานศิลปะที่ได้จัดแสดงไว้ด้วย เป็นการให้ความรู้แก่ผู้เข้าชม ผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านศิลปะมาก่อน หรือมีน้อยก็สามารถดูงานนี้ได้เข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ดีของการเผยแพร่ความรู้ทางด้านศิลปะให้กับประชาชนทั่วไปได้เข้าใจ

                สิ่งที่น่าสนใจสูงสุดของงานนี้อีกอย่างก็คือ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญทอง คือ ผลงานชื่อ “สัญลักษณ์ในพิธีกรรมหมายเลข ๑๑” โดยนายถาวร โกอุดมวิทย์ เป็นผลงานประเภทภาพพิมพ์ จัดแสดงอยู่ในหองชั้นบน โดยส่วนตัวของศิลปินเองแล้ว อาจจะไม่ต้องพูดถึงความสามารถ และรางวัลเกียรติยศต่างๆ ที่ได้รับทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความสามารถของตัวศิลปิน จนเป็นที่ยอมรับว่า เป็นศิลปินในอันดับแนวหน้า ในบรรดาศิลปินรุ่นใหม่ของวงการศิลปะในบ้านเรา สำหรับผลงานชิ้นนี้ ศิลปินมีแนวความคิดที่นำเอาสัญลักษณ์ความเชื่อทางพิธีกรรมมาแสดงออกในงานศิลปะ โดยใช้ก้อนหินและแผ่นทองที่ปิดอยู่บนก้อนหิน เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อ ความเคารพนับถือ และพิธีกรรม โดยที่ผู้ชมสามารถรู้ได้ทันทีเมื่อเห็นแผ่นทอง เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดกับชีวิตของคนไทย และเป็นที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ดังเช่น การที่คนไทยไปไหว้พระพุทธรูปและปิดทองลงบนองค์พระ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพนับถือในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือ และก้อนหินก็เปรียบเหมือนตัวแทนของสิ่งที่เคารพที่เป็นความเชื่อนั้น สิ่งนี้เป็นความสามารถของศิลปินในการเลือกใช้วัสดุในการสื่อความหมายได้อย่างดี สามารถเข้าใจได้ง่าย

                วัสดุที่ใช้เป็นพื้น คือ กระดาษสา คุณลักษณะของกระดาษนั้น มีความนิ่ม นุ่ม มีเส้นใยเล็กๆ ในเนื้อ ที่บ่งบอกถึงความละเอียดอ่อน บอบบาง ควรแก่การระมัดระวัง รักษา ซึ่งก็เปรียบเสมือนความตั้งใจในการที่จะทำสิ่งที่ดีตามความเชื่อถือ สีที่ใช้ คือ สีดำ เทา ขาว นั้น ก็สามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ในความรู้สึกที่นิ่ง สงบ เงียบ สุขุม น่าเกรงขาม และบริสุทธิ์ การใช้สีที่แบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งใช้สีเข้ม อีกส่วนใช้สีอ่อน โดยในส่วนของสีอ่อนนั้น จัดวางรูปก้อนหินที่มีสีเข้มเรียงกันลงมา เป็นการถ่ายน้ำหนักของสีเข้มอีกด้าน ทำให้ได้ดุลกันอย่างเหมาะสม

                รูปลักษณะของงานนี้เป็นแบบรูปธรรมที่แฝงไว้ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นนามธรรม ถึงแม้นจะมีการจัดองค์ประกอบอย่างง่ายๆ ใช้สีที่เรียบง่าย ใช้วัสดุธรรมดา รวมกับเทคนิคภาพพิมพ์ ก็สามารถทำให้ผู้ดูรู้และเข้าใจในจุดมุ่งหมายของศิลปินที่ต้องการแสดงให้ผู้ชมได้รับรู้

                ถ้าดูงานโดยรวมๆ แล้ว จะเห็นว่า ส่วนใหญ่นั้น งานมีรูปแบบที่เป็นนามธรรมเสียมาก มีแนวความคิดในการแสดงออกที่ค่อนข้างจะเครียด ให้อารมณ์ความรู้สึกที่สะเทือนใจผู้ชม แต่ก็มีผลงานบางชิ้นที่แสดงถึงความสนุกสนานในงาน และผลงานของนายประสงค์ ลือเมือง ศิลปินเชื้อเชิญ เป็นผลงานชิ้นที่ดูแล้วสนุกสนาน เป็นสีสด มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินแสดงไว้ในงาน คือ การนำเอาสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านทางเหนือมาใส่ไว้ในงานของเราเสมอๆ ภาพดูแล้วเหมือนมีการเคลื่อนไหว

                ผลงานที่ดูแล้วมีลักษณะเหมือนจริง เช่น งานภาพพิมพ์ที่เป็นรูปปลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิลปินคุ้นเคยอยู่ และนำมาใช้ในการแสดงออกในงานศิลปะ ซึ่งก็มีมีงานหลายชิ้นที่มีลักษณะการแสดงออกถึงสิ่งที่ตัวศิลปินเองคุ้นเคย ดังเช่น ผลงาน “เสมา ฟ้าแดด” ของบุญหมิ่น คำสะอาด เป็นการนำเอาลักษณะของใบเสมา มาแสดงในงาน ส่วนคำว่า “ฟ้าแดด” นั้น เป็นชื่อเมืองในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่มีพุทธศาสนาเจริญมากว่า ๑,๐๐๐ ปี และเป็นที่มาของแนวความคิดนี้ เพราะตัวศิลปินเองคุ้นเคยอยู่กับสิ่งนี้ ทำงานเป็นอาจารย์สอนศิลปะอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของศิลปินด้วย อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน

                ผลงานที่นับว่าแปลกไปจากชิ้นอื่นๆ ที่จะกล่าวถึง คือ งานของนายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ชื่อ “ๆ บ้า ๆบอ” ฟังชื่อแล้วดูเหมือนไร้สาระ แต่เมื่อได้ชมแล้วจะรู้สึกว่า งานนี้มีความน่าสนใจทีเดียว จัดแสดงในห้องด้านในสุดของชั้นล่าง กั้นประตูทางเข้าให้ยืนชม (นั่งชม) ได้จากภายนอกเท่านั้น เป็นงานประเภทที่เรียกว่า Environmental Art และ Light Art  โดยมี Sound Effect ประกอบ ที่ประตูจะมีแผ่นสังกะสีที่แขวนไว้เป็นกลุ่มด้านในสุด มีพัดลมซ่อนอยู่มุมหนึ่งของห้อง (คนดูไม่เห็น) เป่าให้แผ่นสังกะสีปลิวไหวน้อยๆ พร้อมกับมีไฟส่องที่เกิดสีสันและเงา ประกอบกับเสียงเบาๆ เป็นจังหวะๆ ผู้ชมจะเกิดความรู้สึกที่วังเวง แฝงไว้ด้วยความน่ากลัว เหมือนการค้นหาอะไรบางอย่าง แผ่นสังกะสีที่ปลิวไหวเล็กน้อยนั้น จะสะกิดอารมณ์ของผู้ชมอยู่เสมอ และเป็นจุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของงานนี้

                เมื่อเดินชมงานจนทั่วแล้ว ประกอบกับการสังเกตผู้เข้าชมงานนี้หลายวัน จะเห็นได้ว่า การจัดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งนี้ ดูจะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีทีเดียว มีผู้เข้าชมจำนวนมากเทียบกับงานแสดงศิลปะอื่นๆ ที่ผ่านมา ผู้เข้าชมนั้นมีทั้งนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ที่มีความสนใจ และสามารถดูงานได้อย่างเข้าใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แสดงให้เห็นว่าวงการศิลปะในบ้านเรา ได้กำลังขยายตัวในวงที่กว้างขวางออกไป ไม่จำกัดอยู่ในแวดวงของผู้ที่ศึกษาศิลปะ หรือศิลปินเท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าชม ก็ยังพอมีเวลาเหลืออีกหลายวัน แต่ถ้างานนี้ได้มีการจัดแสดงในที่ที่เป็นแหล่งชุมชน มีสถานที่ที่กว้างขวางกว่านี้ (เช่นที่ ห้องแสดงนิทรรศการเซ็นทรัล ลาดพร้าว) อีกสักครั้ง ก็จะเป็นการดีมาก เพราะจะทำให้มีคนอีกจำนวนมากได้รับรู้ถึงความก้าวหน้า ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในวงการศิลปะบ้านเราได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และจะทำให้การพัฒนาของศิลปะเป็นไปได้อย่างดียิ่งขึ้นไปอีก

บันทึก#1….ศิลปวิจารณ์


      นึกยังไงไม่ทราบ ไปรื้อหนังสือเก่า เจอสมุดข้อสอบวิชาศิลปวิจารณ์ เมื่อปีพ.ศ. 2532 หรือ 20 ปี ที่ผ่านมา  ที่ Nakoi ได้เขียนขึ้น ในการสอบวิชานี้ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2532 ณ คณะโบราณดคี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ กรุงเทพมหานคร………ผลการสอบออกมาก็เป็นที่น่าพอใจคะ เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้งในวันนี้ ก็เห็นว่า เหมาะสมกับคุณวุฒิ และวัยวุฒิ ขณะนั้น อยากจะบันทึกเก็บไว้ก่อนที่กระดาษจะผุไปหมดซะก่อนค่ะ….ในวิชานี้แบ่งข้อสอบเป็นสามส่วน ข้างล่างนี้เป็นตอนที่ 2 ส่วนตอนที่ 3 จะนำมาเก็บบันทึกไว้ต่อจากบทนี้ด้วยคะ

      ในการวิจารณ์ศิลปะของบ้านเรา ผู้วิจารณ์ศิลปะในสื่อมวลชนที่เป็นที่รู้จักกันดีนั้น มักเป็นศิลปินด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะผู้ที่จะมีความรู้ความเข้าใจในงานศิลปะเป็นอย่างดี ยังมีน้อย แม้แต่ในวงการศิลปะเอง ก็ยังมีผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะไม่มากนัก เมื่อเทียบความเจริญทางด้านศิลปะของประเทศไทยกับต่างประเทศ คนที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของศิลปะเป็นอย่างดี จนถึงกับสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงคุณค่า รสชาติ ลักษณะของงานศิลปะได้ จึงมีอยู่น้อย หรือแทบไม่มีเลย ดังนั้น ผู้ที่สามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี ในเรื่องขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานศิลปะ จึงเป็นตัวศิลปินเอง แต่ถึงอย่างไร จำนวนนักวิจารณ์ศิลปะในเมืองไทย ก็ยังมีจำนวนน้อยอยู่ และยังไม่ขยายกว้างออกไปนัก รวมทั้งยังต้องการการสนับสนุนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตัวสื่อมวลชนเองที่จะเปิดโอกาสให้บรรดานักวิจารณ์ศิลปะทั้งหน้าใหม่ และเก่า ได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่ ยังมีหนังสือเกี่ยวข้องกับศิลปะโดยตรงที่จะเ ปิดโอกาสให้นักวิจารณ์ศิลปะหน้าใหม่ได้แสดงผลงาน และตัวนักวิจารณ์ศิลปะเองที่มีอยู่นั้น ก็ไม่ได้ทำงานกันอย่างสม่ำเสมอ แต่จะทำงานกันเป็นเพียงช่วงๆ เท่านั้น สำหรับตัวนักวิจารณ์ศิลปะที่เป็นศิลปินด้วย คนที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น อาจารย์พิษณุ ศุภนิมิตร และ  น. ณ ปากน้ำ เองก็เป็นศิลปินที่หันมาจับงานด้านวิจารณ์ศิลปะอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้ก็ได้เลิกไปแล้ว หันไปศึกษาทางด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์ศิลปะแทน

      แต่ถ้าจะกล่าวว่าศิลปินเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเป็นนักวิจารณ์ศิลปะ ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะนักวิจารณ์ศิลปะนั้น จะเป็นใครก็ได้ที่มีความรู้ ความสามารถในการอ่านภาษาทัศนศิลป์ ที่ศิลปินได้แสดงออกในงานของเขา และสามารถถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ เข้าใจ และมีความเห็นคล้อยตาม สามารถใช้ภาษา สำนวนการเขียนได้อย่างสละสลวย อ่านรื่นหู เข้าใจได้ง่าย มีความชำนาญในการดูงานศิลปะทุกๆ ประเภท ไม่เจาะจงเฉพาะงานในสาขาที่ตนเองถนัด หรือชื่นชอบเท่านั้น ทั้งยังจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นอย่างดี สามารถชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของศิลปะ และอิทธิพลของศิลปะต่างๆ ที่มีผลกับศิลปะสมัยใหม่ และในการเขียนวิจารณ์ศิลปะนั้น จะต้องมีความเป็นกลางในการประเมินค่าของงานศิลปะ มีความคิดที่เปิดกว้าง เข้าใจในสภาพแวดล้อมของสถานการณ์ในปัจจุบันในทุกๆ ด้าน เพราะสิ่งเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลในการสร้างสรรค์งานของศิลปิน ไม่วิจารณ์งานศิลปินโดยใช้ตัวเองเป็นเครื่องตัดสินว่า ชอบ หรือไม่ชอบงานศิลปะนั้นๆ เพราะว่า ชื่นชอบ หรือไม่ชอบตัวศิลปินผู้สร้างงานศิลปะนั้นๆ และต้องพร้อมที่จะให้คำแนะนำในเชิงที่สร้างสรรค์ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติ

      ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือไม่ก็ตาม ทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นนักวิจารณ์ศิลปะได้หมด ถ้ามีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องขั้นตอนการทำงานศิลปะ เฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าได้ผ่านการปฏิบัติงานด้านศิลปะมาบ้างก็จะดีมาก แต่ไม่ต้องถึงกับขนาดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือชำนาญ มีประสบการณ์ในการดูงานศิลปะ เขียนวิจารณ์ศิลปะมามาก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะ นักดนตรี ทุกคนสามารถเป็นนักวิจารณ์ศิลปะที่ดีได้ทั้งนั้น ถ้าได้รับการฝึกฝนอย่างพอเพียง