คลังเก็บป้ายกำกับ: ดนตรี

Black Magic Women!


ฮาเวิร์ดรับสาวงามหุ่นดีนางหนึ่งขึ้นรถ หลังจากที่เขาขับรถผ่านไปยังย่านเก่าอันทรุดโทรมของเมือง และเห็นเธอยืนโบกรถอยู่ เมื่อหล่อนขึ้นมานั่งบนรถแล้ว ฮาเวิร์ดค่อยๆ เคลื่อนรถออก และเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเองกับหล่อน

 

ฮาเวิร์ด: ไม่ทราบว่าคุณทำอะไรครับ คือผมหมายถึงอาชีพหนะครับ

หล่อนหน้ามาส่งยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะตอบว่า “ฉันเป็นนักมายากลค่ะ”

ฮาเวิร์ด: โอ่ะ…ไม่มีทาง ผมดูจากลักษณะท่าทางของคุณแล้ว เป็นไปไม่ได้แน่นอน …………เอายังงี้ดีกว่า คุณต้องพิสูจน์ให้ผมดูหน่อยหล่ะ

 

หล่อนก็ยังส่งยิ้มอันเหย้ายวนมาให้เขาอยู่เช่นเดิม แต่ไม่มีคำตอบใดๆ จากหล่อน นอกจากจะเอื้อมมือของเธอที่มีนิ้วเรียวยาว และเล็บเงาวับ ที่ถูกเคลือบไปด้วยสีแดงสด มาสัมผัสที่หัวเข่าของฮาเวิร์ด แล้วเริ่มต้นบีบเบาๆ และลูบไล้วนไปวนมา…..แค่นั้นแหละที่เธอทำ

 

ฮาเวิร์ดมารู้สึกตัวอีกที……ก็เมื่อขับรถเลี้ยวปร๊าดเข้าไปในโรงแรมม่านรูดใกล้ๆ แถวนั้น พร้อมกับนักมายากลสาวสวย….แค่นั้นแหละที่เธอทำ

 

 

I got a Black Magic Woman.
I got a Black Magic Woman.
Yes, I got a Black Magic Woman,
She’s got me so blind I can’t see;
But she’s a Black Magic Woman and
she’s trying to make a devil out of me.

Don’t turn your back on me, baby.
Don’t turn your back on me, baby.
Yes, don’t turn your back on me, baby,
Don’t mess around with your tricks;
Don’t turn your back on me, baby,
’cause you might just wake up my magic sticks.

You got your spell on me, baby.
You got your spell on me, baby.
Yes, you got your spell on me, baby,
Turnin’ my heart into stone;
I need you so bad,
Magic Woman I can’t leave you alone.

 

 

อ้างอิง: p.124, Laughter the Best Medicine, Reader’s Digest, November, 2000

 

 

 

โฆษณา

สับปะรดสัมพันธ์


เรื่องเล่าเช้านี้….nakoi ฟังแล้วมันช่างน่ารักจั๊กกะจี้ดีแท้เชียว….เพราะตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์….มัวแต่ยุ่งเป็นลิง แต่ว่านู๋ผึ้งเขาเล่าให้ฟัง….เขานั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย…..

 

หลังอาหารมื้อกลางเย็น (ระหว่างกลางวันกะเย็นนะ) มีลุงหง่า, ลุงตึ๋ง, พี่โต้ง, อาอ่อด, นู่ผึ้ง และอีกสองสามคน นั่งอยู่ มื้อนี้เขาทานข้าวไข่เจียวสามหอมฝีมือน้องหริงกัน แล้วก็ตามด้วยผลไม้ตัวต้นเรื่อง…คือ “สับปะรด” นี่อง ทุกคนก็นั่งคุยกันไปทานสับปะรดกันไป ลุงหง่าก็เล่าเรื่องอะไรต่ออะไรให้ฟังเช่นเคย โดยมีสายตาหลายคู่ของผู้คนร่วมโต๊ะจับจ้องและเพลิดเพลินไปกะลุงหง่า ไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใด…อาอ่อดก็กินสับปะรดไปแคะขี้ฟันไป…..

 

ลุงหง่า: อ่อด….เอาสับปะรดมากินบ้างซิ

อาอ่อด…ไม่พูดอะไร เอาไม้จิ้มฟันจิ้มสับปะรดส่งให้ลุงหง่า โดยที่ไม่มีใครสังเกตหรือว่าอะไร…มีเพียงสายตาหนึ่งคู่ที่บังเอิญเหลือบไปเห็นเข้าอย่างจัง…..

 

นู๋ผึ้งนั่นเอง…เธอเหลือบไปเห็นพอดีว่า อาอ่อดกำลังแคะขี้ฟันอยู่ตอนที่ลุงหง่าบอกขอสับปะรด แล้วแกก็เอาไม้อันเดียวกันนั้นแหละจิ้มสับปะรดส่งให้ลุงหง่า…จร๊ากกกกก…นู๋ผึ้งนั่งเงียบกริบ…ไม่กล้าพูดไรทั้งสิ้น…

 

อาอ่อดส่งสับปะรดให้ลุงหง่า….

อาอ่อด: เอ้า…อา…

ลุงหง่า: เฮ้ย…ไอ้อ่อด…เอ็งเอาไม้จิ้มที่ฟันที่แคะฟันเอ็งอยู่มาจิ้มสับปะรดให้ข้านี่หว่า….

อาอ่อด: โอ้ย…ใช่ที่ไหนเล่าอา…ผมยังไม่ได้ใช้เลย…

ลุงหง่า: ก็ข้าเห็นอยู่นี่หว่า

พี่โต้ง: แหมครู….ขี้ฟันหลานกินไม่ได้เชียวเหรอ….กร๊ากกกกก….

 

ทุกคนหัวเราะกันกร๊ากกก…ใหญ่….อาอ่อดก็ทำหน้าตาเฉย เหมือนเคย แล้วตอบว่า

 

อาอ่อด: ไม่ใช่อา….ไม้มันมีสองข้าง….ผมใช้อีกข้างหนึ่ง ข้างที่จิ้มผมยังไม่ได้ใช้

แล้วลุงหง่าก็จับสับปะรดเข้าปาก….อืม….

กร๊ากกกก……..ใครว่าคนแก่เบลอ….ตาฝ้าฟาง…คนอ่อนกว่านี่ซิ…..

 

“ดวงใจฉันรักเธอ”


หวานซะจริง…

เช้านี้บังเอิญหูแว่วไปได้ยินเพลงจากรายการวิทยุ คลื่น http://www.fm103pkt.com/ ที่คนนั่งข้างๆ เปิดฟังตอนทำงาน เอ๊ะ! เพลงนี้เพราะดีนี่หว่า แล้วก็คุ้นๆ กับเพลงฮิตที่เคยได้ยินพวกคนโตเขาร้องกันตอนที่เรายังเป็นเด็ก ทำนองเหมือนกัน เนื้อหาก็เป็นเรื่องราวของความรักเช่นเดียวกัน 

 

เพลงไทยที่ว่าเนี่ยเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “เก๋า…เก๋า” ที่เราเองก็เพิ่งจะดูไปเมื่อประมาณ ปีหรือสองปีที่ผ่านมานี่เอง หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนังร่วมสมัยแบบย้อนยุค ที่มีเนื้อหาและการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจดี คือ มีการเลียนแบบความทันสมัยของยุคสมัยนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพลงดัง และการแต่งกายในยุคอดีต หรือเครื่องมือข้ามกาลเวลาของหนังต่างชาติ ที่เอามาเป็นจุดเด่นของเรื่อง ทำให้คนร่วมสมัยหลายคน ได้ปลื้มกับกลิ่นไอของอดีตได้เป็นอย่างดี เอาเป็นว่าดิฉันก็ชอบหนังเรื่องนี้หล่ะ แม้นว่าจะไม่ได้เกิดในยุคที่วงดิอิมพอลซิเบิ้ลโด่งดัง

 

ลองฟังเพลงดู

 

ชื่อเพลง : ดวงใจยังมีรัก (ดวงใจฉันรักเธอ)
ศิลปิน : เดอะ พอสซิเบิล (The Possible)

ฝากเวลาวอนรำพัน ข้ามคืนวันมาชิดใกล้
รักที่รอนแรมมาไกล แค่ไหนเธอรู้ดี
หวังว่าเธอยังมีใจจดและจำคำนี้ไว้
ดวงใจฉันรักเธอ ดวงใจฉันรักเธอ

ครั้งนั้นถ้าฉันได้รู้ คงเคียงคู่สุขสันต์
เพียงแต่ฉันกลับตัวและหัวใจ
แต่ฉัน ทำตัวเองให้ร้างแรมห่างไกล
เลวแค่ไหนยอดชู้เธอคงจะรู้ดี

* แต่จะจากกันไกลเพียงไร แต่ดวงใจไม่เคยห่าง
รักไม่เคยจะจืดจาง หดห่างจากหัวใจ
ขอเพียงเธอจงอย่าลืม ถ้อยคำคำนี้ไป
ถึงตัวห่างไกลอย่างไร แต่เธอโปรดรู้ไว้
ดวจใจฉันรักเธอ รู้ไว้ดวงใจฉันรักเธอ
รู้ไว้ดวงใจฉันรักเธอ รู้ไว้ดวงใจฉันรักเธอ

ยังไม่ลืมเราเลว จนเธออำลา
ยังติดตาดวงหน้าเธอมี น้ำตาคลอ
ไม่เคยกลับใจ ผิดแค่ไหนให้เธอท้อ
เพียงแค่ขอ ยอมรับเอาไว้ในโทษทัณฑ์

(ซ้ำ *)

(ซ้ำ *)

 

 

สำหรับเพลงต้นแบบนั้น ชื่อ “Bad Time ” ของศิลปิน Grand Funk Railroads วงดนตรีสัญชาติอเมริกันที่โด่งดังมากวงหนึ่งในยุค 70

 

มาฟังเพลงนี้กัน

 

 

ชื่อเพลง: Bad Time

ศิลปิน: Grand Funk Railroads

Im in love with the girl that Im talking about,
Im in love with the girl I cant live without.
Im in love but I sure picked a bad time …
To be in love, to be in love.

Well, let her be somebody elses queen,
I dont want to know about it.
Theres too many others that know what I mean,
And, thats why I got to live without it.

Im in love with the girl Im talking about,
Im in love with the girl I cant live without.
Im in love but I feel like Im wearin it out,
Im in love but I must have picked a bad time …
To be in love, a bad time to be in love,
A bad time to be in love, a bad time to be in love.

All the stories coming back to me,
From my friends and the people that I dont want to see.
The things you say I know just couldnt be true,
At least not until I hear them from you.

cause I still love the little girl Im talking about,
Im in love with the girl I cant live without.
Im in love but I feel like Im wearin it out,
Im in love but I must have picked a bad time …
To be in love, a bad time to be in love,
A bad time to be in love, a bad time to be in love.

You know that I love the little girl Im talking about,
Im in love with the girl I cant live without.
Im in love but I feel like Im wearin it out,
Im in love but I must have picked a bad time …
To be in love, a bad time to be in love,
A bad time to be in love, a bad time to be in love

“All I Want to Do” & “อื้อฮือ…หล่อจัง”


เรามันคนแนวลูกทุ่ง ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของโลก ก็ยังรักความเป็นลูกทุ่ง ธรรมชาติ แบบสบายๆ อยู่ดี

 

พอฟังเพลงลูกทุ่ง ไม่ว่าจะลูกทุ่งไทย หรือลูกทุ่งฝรั่ง ก็ให้ความรู้สึกแบบเดียวกัน คือ ฟังสนุกแบบเป็นเรื่องราว และกลิ่นอายของชนบท ครั้นไปเจอเพลง “All I Want to Do” ของนักร้องคู่อย่าง “Sugarland” เข้า แม้จะฟังและดูมิวสิควีดีโอเป็นครั้งแรก แต่ก็รู้สึกประทับใจจริงจิ๊ง เนื้อเพลงมีอยู่ว่า

 

I don’t want
To get up baby
Let’s turn off the phone
I don’t want to go
Tto work today
Or even put my makeup on
I’ve got better things
To do
Than my todo list anyway
Hide under the covers
And waste away the day
Let’s just lay here
And be lazy
Baby drive me crazy

[Chorus:]
All I want to do
Wo, wo, wo, wo, wo, wo
Wo, wo, wo, wo, wo, wo
Wooo
All I want to do
Wo, wo, wo, wo, wo, wo
Wo, wo, wo, wo, wo, wo
Wooo is love you

I got my whole life
To change the world
And climb the ladders
Looking at you
Looking at me
Is the only thing
That matters
Come a little closer baby
We can talk
Without the words
Hang a sign on the door
Please do not disturb
Let’s just lay here
And be lazy
Baby drive me crazy

(Chorus)

Give me a kiss
From that Elvis lip
You don’t want
To miss this

(Chorus)

All I really want to do (3x)
Is love you
Love you, love you

Come a little closer baby
We can talk
Without the words
Hang a sign on the door
Please do not (3x)
Please do not disturb
When I lay down
In the evening
All I really want to do
When I wake up
When I wake up
In the morning baby
All I really want to do

 

ลองฟังดูแล้วกัน 

 

 

ดูมิวสิควีดีโอ ตามลิงค์นี้ http://www.umgnashville.com/artist/media/mediaplayer.aspx?mid=1079&aid=181&utm_source=sugarlandmusic&utm_medium=homepage&utm_campaign=alliwanttodo

 

ฟังเพลงจบก็ให้นึกถึงนักร้อง ราชินีเพลงลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ของเราขึ้นมาทันที เพราะช่วงประสานเสียงในเพลง “All I Want to Do” มีเสียงอันแหย่เย้า กระเซ้า กระซี้ แบบน่าจับ น่ายิก ฟังดูน่ารัก แบบทะลึ่ง ทะเล้นนิดๆ ในแนวเดียวกับราชินีเพลงลูกทุ่งของไทยเรา ลองฟังเปรียบเทียบเพลง “อื้อฮือ…หล่อจัง” กับเพลงนี้ดูแล้วกัน

 

อย่าคิดมากนะ….แค่เอาเพลินละกัน

 

 

 

 

 

ครั้งแรก “Joan Baez”


 เมื่อวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม 2551ไปงานเปิดแสดงศิลปะของเปี๊ยก (ลูกศิษย์พี่หมาย) ที่แอลเอ ตอนเช้าพอมีเวลาว่างก็เลยได้ไปเดินหาซื้อหนังสือมือสองที่ร้านขายของเก่าชื่อ Valley Thrift Store บนถนน San Fernando ตัดกับถนน Lankershim ได้หนังสือศิลปะมาหลายเล่ม พี่นวลบังเอิญไปเจอแผ่นเสียงของ “Joan Baez” (หนึ่งในนักร้องเพลง Folk ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของอเมริกาในยุค 1960) แผ่นหนึ่ง ราคาหนึ่งเหรียญ คุณพี่ก็รีบคว้าทันที เพราะถูกแสนถูก

 

 

หน้าปกอัลบั้ม “Studio Album by Joan Baez”

 

พี่นวล: “โอ้โหอาจารย์กมลต้องชอบแน่ๆ อัลบั้มนี้มีประวัติ ต้องถูกใจตึ้งแน่”

 

กลับมาถึงบ้าน พี่นวลเอาแผ่นเสียงให้อาจารย์กมล แกก็ดีใจใหญ่อย่างที่พี่นวลบอก เพราะแผ่นนี้ยังไม่มีไว้ในบ้านที่ Chatsworth 

 

อาจารย์กมล เริ่มเล่าให้ฟังว่า เคยมีแผ่นเสียงชุดเดียวกันนี้ตอนอยู่ที่เมืองไทย ตอนนั้นจำได้ว่าประมาณปี 1963 (ปี พ.ศ. 2506) ได้ซื้อแผ่นเสียงอัลบั้มเดียวกันกับอันนี้ หน้าปกเหมือนกันแป๊ะ จากร้านขายแผ่นเสียงแถวตลาดวงเวียนใหญ่ แล้วกลับบ้านไปเปิดฟังกับ “พี่เทือง” และ “จ่าง” ทั้งสองท่านนี้ไปร่วมฟังด้วยทุกวันอย่างเคลิบเคลิ้ม ถึงแม้ทั้งสองจะไม่สันทัดภาษาอังกฤษ แต่ก็ชื่นชอบ และรู้สึกซาบซึ้งไปกับท่วงทำนอง ที่บรรเลงผสานกับเสียงร้องขับขานของ “Joan Baez” ที่เปล่งออกมาอย่างมีเอกลักษณ์ และสัมผัสอันคล้องจอง ตามท่วงทีอย่างมีจังหวะจะโคน เป็นบทเพลงที่เหล่าศิลปินไทยนักฟังเพลงทั้งสามรู้ได้ในทันทีว่า คือ บทกวีอันสละสลวย คล้องจอง และเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาสาระ

 

อัลบั้มนี้เป็นผลงานชุดแรกของ “Joan Baez” ที่ออกวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1960 โดยใช้ชื่อชุดว่า “Studio Album by Joan Baez” ในสังกัด “Vanguard Record” ประกอบไปด้วยเพลงในแนวโฟล์คจำนวน 13 เพลง สำหรับเพลงโปรดของเหล่านักฟังเพลงทั้งสามท่านนี้ก็คือ “East Virginia”

 

คลิกที่นี่เพื่อฟังเพลง  Studio album by Joan Baez 

 

  1. Silver Dagger” (traditional)
  2. “East Virginia” (traditional)
  3. Fare Thee Well (10,000 Miles)” (traditional)
  4. House of the Rising Sun” (traditional)
  5. All My Trials” (traditional)
  6. Wildwood Flower” (traditional)
  7. Donna Donna” (music: Sholom Secunda; original Yiddish lyric: Aaron Zeitlin; English translation: Arthur Kevess & Teddi Schwartz)
  8. John Riley” (traditional)
  9. “Rake and Rambling Boy” (traditional)
  10. “Little Moses” (traditional)
  11. Mary Hamilton” (traditional)
  12. Henry Martin” (traditional)
  13. “El Preso Número Nueve” (Los Hermanos Cantoral) 

ผลงานชุดนี้ประสบความสำเร็จในด้านการตลาด และสร้างชื่อเสียงให้เธอเป็นที่ยอมรับ กลายเป็น Superstar ขึ้นมาในทันที จากปี 1960 จนถึงปัจจุบันนี้ เธอมีผลงานรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30 อัลบั้ม มีการเดินทางแสดงคอนเสิร์ตตลอดหลายประเทศทั่วโลก ในปี 2008 นี้ เธอมีตารางการแสดงส่วนใหญ่ในประเทศแถบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี, เยอรมัน, สวิสเซอแลนด์, ฝรั่งเศส, สโลวาเกีย, บอสเนีย, สเปน, ไอซ์แลนด์ และอังกฤษ เป็นต้น

นอกจากลุงเทือง และจ่าง จะชอบ “๋Joan Baez” แล้ว นักร้องเสียงเอกลักษณ์คนนี้ยังเป็นที่ชื่นชอบของอาจารย์ถวัลย์อีกด้วย

อาจารย์กมล: “พี่หวัน เคยได้เจอ และคุยกับ Joan ตอนที่เธอไปแสดงคอนเสิร์ต เพื่อบำรุงขวัญทหารอเมิกันช่วงสงครามเวียดนามราวปี 1972”

 

The Joan Baez Song Book

 

“The Joan Baez Song Book”

 

อาจารย์ยังเล่าให้ฟังต่ออีกว่า นอกจากจะชอบในเสียงร้องและเสียงกีตาร์แล้ว ยังชอบในเนื้อร้องซึ่งเป็นบทกวีที่ตัวศิลปินเป็นคนประพันธ์เองอีกด้วย ไม่ใช่จะมีแค่เพียงแผ่นเสียงหลายอัลบั้มเท่านั้น อาจารย์ยังมีหนังสือเพลงที่มีโน๊ตเปียนโนประกอบ ชื่อ “The Joan Baez Song Book” หนังสือเล่มนี้แกบอกว่าหาซื้อยากมาก กว่าจะได้มาในราคายี่สิบกว่าเหรียญ ก็หาซะตั้งหลายร้าน แต่ก็ยังอยากจะได้หนังสือเล่มนี้อีก บอกว่าหากเจอที่ไหนราคาสักห้าเหรียญก็ซื้อให้ด้วยนะ บังเอิญข้าพเจ้าก็ดันไปเจอเข้าให้ เป็นหนังสือเก่าสภาพดี ฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม ปี ค.ศ. 1975 ประมูลได้จาก Ebay ในราคา 1.95 เหรียญ รวมค่าส่งอีกสามเหรียญกว่า ก็ตกราคาเล่มละห้าเหรียญได้ ดีใจจังจะเอาไปฝากอาจารย์นะคะ

 

ปล. ขอแถมเพลงโปรดส่วนตัวในฟังนะคะ ชื่อ “Farewell Angelina”