คลังเก็บป้ายกำกับ: ศิลปิน

Fountain by Marcel Duchamp


บทความนี้แปลและเรียบเรียงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา มิได้มุ่งหวังผลประโยชน์ด้านอื่นใด

This article was translated for education, not for any other profit.

Artist: Marcel Duchamp 1887–1968

Title: Fountain

Date: 1917, replica: 1964

Medium: Porcelain

Dimensions: Unconfirmed: 360 x 480 x 610 mm

Collection: Tate

Reference: T07573

http://www.tate.org.uk/art/artworks/duchamp-fountain-t07573

Retrieved on 10/07/2014

ข้อเขียนโดย โซเฟีย โฮเวิร์ด – เมษายน 2000 พิพิธภัณฑ์ศิลปะแทท ประเทศอังกฤษ

“Fountain “เป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงข องศิลปิน Marcel Duchamp และเป็นสัญลักษณ์แห่งศิลปะในศตวรรษที่ 20 ผลงานชิ้นจริงที่เป็นโถปัสสาวะชาย พร้อมลายเซ็น “R. Mutt 1917” กำกับอยู่ โดยการวางโถปัสสาวะนอนราบกับพื้นในตำแหน่งที่ผิดไปจากการติดตั้งเพื่อใช้งานจริงตามหน้าที่ของโถปัสสาวะชาย ผลงานจริงได้สูญหายไปแล้ว พิพิธภัณฑ์ Tate ได้จำลองผลงานชิ้นนี้ขึ้นในปี 1964 ด้วยวัสดุเครื่องเคลือบดินเผาไฟต่ำและเคลือบสี (glazed earthenware painted) ให้เหมือนกับของเดิมที่เป็นเครื่องเคลือบดินเผาไฟสูง (porcelain) พร้อมลายเซ็นที่จำลองขึ้นด้วยการเขียนด้วยหมึกดำ ผลงานชิ้นนี้เป็นตัวอย่างของงานที่ศิลปินเรียกว่า “readymade” คือผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ศิลปินได้คัดเลือกและเฉพาะเจาะจงว่า มันคืองานศิลปะ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรูปแบบแนวทางและรสนิยมของกลุ่มดาดา ที่สะดุดตา เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และรู้จักเป็นอย่างดี

Fountain 1917, replica 1964 Marcel Duchamp 1887-1968 Purchased with assistance from the Friends of the Tate Gallery 1999 http://www.tate.org.uk/art/work/T07573
Fountain 1917, replica 1964 Marcel Duchamp 1887-1968 Purchased with assistance from the Friends of the Tate Gallery 1999 http://www.tate.org.uk/art/work/T07573

แนวคิดดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากการพูดคุยถกเถียงกันระหว่างศิลปินและเพื่อนนักสะสมชาวอเมริกันชื่อ Walter Arensburg และศิลปิน Joseph Stella หลังจากการพูดคุยกัน ดูชอมได้นำโถปัสสาวะชายจากร้านขายอุปกรณ์สุขาภิบาล และส่งเข้าร่วมแสดงในงานนิทรรศการที่ถูกจัดขึ้นโดยสมาคมศิลปินอิสระ (Society of Independent Artists- สมาคมศิลปินอเมริกัน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1916 ตั้งอยู่ในเมืองนิวยอร์ก) คณะกรรมการบริหารสมาคมได้ปฏิเสธการเข้าร่วมแสดงของผลงานชิ้นนี้ ทั้งดูชอม และอเรนส์เบิร์คผู้เป็นสองกรรมการในคณะบริหารชุดนี้ จึงได้ลาออกจากตำแหน่งเป็นการประท้วงการตัดสินใจของคณะกรรมการ พร้อมกันนั้นได้มีบทความถูกเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเป็นที่เข้าใจว่าผู้เขียน คือ มาเซล ดูชอม นั่นเอง ในบทความกล่าวว่า โถปัสสาวะของมิสเตอร์มูทท์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดทำนองครองธรรม หรือผิดปกติแต่อย่างใด มันเป็นแค่โถปัสสาวะที่ไม่ได้มีความพิเศษ หรือผิดปกติไปกว่าอ่างอาบน้ำ ซึ่งพวกเราก็เห็นตั้งกันอยู่ทุกวันหน้าร้านขายเครื่องสุขภัณฑ์และระบบสุขาภิบาล ไม่ว่ามันจะเป็นฝีมือมิสเตอร์มูทท์เองหรือไม่ ผลงาน Fountain ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไร มากไปกว่า สิ่งซึ่งศิลปินได้เลือก และทำมัน   เขาได้นำบทความดังกล่าวนี้ไปติดไว้ เพื่อทำให้ตัวประโยชน์ใช้สอยของโถปัสสาวะหมดความสำคัญลงภายใต้ชื่อ และมุมมองที่ตัวศิลปินต้องการให้เป็น เป็นการสร้างสรรค์ทางความคิดในมุมมองใหม่ให้กับวัตถุ (บทความ ‘The Richard Mutt Case’, The Blind Man, New York, no.2, May 1917, p.5. นิตยสารดาดา ในนิวยอร์ค)

ในช่วงปลายของชีวิตดูชอม เขาได้ให้ความเห็น ในชื่อที่หมายถึงตัวตนของเขาในผลงาน ว่า Mutt มาจากคำว่า Mott Work ซึ่งเป็นชื่อของโรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตสุขภัณฑ์ แต่หากการใช้ชื่อ Mott มันจะฟังดูใกล้เคียงกับชื่อจริงมากเกินไป เขาจึงใช้คำว่า Mutt แทน ซึ่งมันเกิดขึ้นมาจากการ์ตูนช่องในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันอเมริกันที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยของผู้คนในขณะนั้น คือ “Mutt and Jeff” ด้วยบุคลิกของชายร่างอ้วนเตี้ยที่ดูสนุกสนานอย่าง Mutt และผอมสูงอย่าง Jeff ซึ่งเป็นชื่อที่คุ้นเคยและอยู่ในความนิยมของผู้คน ตามที่ศิลปินต้องการจะให้เป็น และยังเพิ่มชื่อ Richard ที่มีความหมายในภาษาฝรั่งเศส ที่หมายถึงถุงใส่เงิน ด้วยการใช้ตัวอักษร R นำหน้า Mutt ดูชอมได้ใช้ลายเซ็นนี้โดยที่เขาตระหนักอยู่เสมอว่า ตัว R เป็นตัวอักษรย่อของชื่อ อิโรเซ ราเวีย ซึ่งก็คือตัวของศิลปินเอง ที่มักจะปรากฏขึ้นเสมอๆ ในงานของเขาในช่วงสองปีหลัง (และยังปรากฏในจดหมายที่ตัวของดูชอมมักจะกล่าวถึง Mutt ในฐานะที่เป็นสุภาพสตรี บางคนตั้งข้อสังเกตว่าการที่โถปัสสาวะถูกวางนอนราบกับพื้นในลักษณะที่ผิดธรรมชาติการใช้สอยนั้น มีลักษณะโค้งเว้าไปตามสัดส่วนของร่างกายเพศหญิง และเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาของศิลปิน ที่ต้องการเล่นกับขอบเขตและข้อจำกัดทางด้านเพศ อันเป็นแนวคิดที่สำคัญยิ่งในการเป็นศิลปินของศิลปิน  มาเซล ดูชอม

Mutt and Jeff form https://creativeserendipitymemories.files.wordpress.com/2014/05/mutt__jeff_2.jpg
Mutt and Jeff form

อ้างอิงภาพ: https://creativeserendipitymemories.files.wordpress.com/2014/05/mutt__jeff_2.jpg

หลังจากนิทรรศการในปี 1917 ดูชอมได้นำผลงาน Fountain ไปให้เพื่อนของเขา คือ Alfred Steiglitz ผู้เป็นทั้งช่างภาพและเจ้าของห้องจัดแสดง เป็นผู้ถ่ายภาพผลงาน จึงทำให้ผลงานจริงได้มีการบันทึกภาพเก็บไว้ เพราะหลังจากนั้นผลงานชิ้นนี้ได้สูญหายไป

The original Fountain by Marcel Duchamp photographed by Alfred Stieglitz at the 291 (Art Gallery) after the 1917 Society of Independent Artists exhibit. Stieglitz used a backdrop of The Warriors by Marsden Hartley to photograph the urinal. The entry tag is clearly visible
The original Fountain by Marcel Duchamp photographed by Alfred Stieglitz at the 291 (Art Gallery) after the 1917 Society of Independent Artists exhibit. Stieglitz used a backdrop of The Warriors by Marsden Hartley to photograph the urinal. The entry tag is clearly visible

อ้างอิงภาพ:  https://en.wikipedia.org/wiki/Fountain_(Duchamp)

ภาพที่ปรากฏอยู่ด้านบน คือ ผลงานที่ทำจำลองขึ้น และได้กลายเป็นตัวต้นแบบให้กับผลงานจำลองในชิ้นหลังๆ ต่อมา ซึ่งมีทั้งหมด 15 ชุด ที่ได้ถูกจำลองขึ้นอย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์จำนวน 4 ครั้ง คือ ในปี 1951 1953 1963 และ 1964 ผลงานชิ้นที่สะสมอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Tate คือผลงานชิ้นที่ 2 ในชุด 8 ชิ้นที่ผลิตโดย the Galleria Schwarz ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อตุลาคม ปี 1964 นอกจากนี้ ยังมีแผ่นป้ายที่ฐานแกะสลักลายเซ็นมาเซล ดูชอม ในแต่ละชิ้นงาน พร้อมบอกวันที่สร้างสรรค์ผลงานจริง และจำลองผลงาน ชื่อผลงาน ผลงานชุดที่ และชื่อผู้ผลิต คือ ‘Galleria Schwarz, Milan’

บาร์บาร่า เฮพเวิร์ท (Barbara Hepworth) – ประติมากรแห่งโลกสมัยใหม่


บาร์บาร่า เฮพเวิร์ท (Barbara Hepworth) ประติมากรหญิงชาวอังกฤษ มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1903-1975 เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางแห่งเมืองเวคฟิลด์ (Wakefield) ได้ฝึกฝนเรียนรู้งานประติมากรรม และได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษาจากโรงเรียนสอนศิลปะลีดส์ (Leeds School of Art) ศึกษาต่อจนจบที่วิทยาลัยศิลปะรอยัล (the Royal College of Art) มีชีวิตอยู่ร่วมสมัย ได้พบและเป็นเพื่อนกับศิลปินเฮนรี่ มัวร์ (Henry Moore) ประติมากรชื่อดัง และมีความเป็นไปได้ว่าความเป็นเพื่อนกันนี้ทำให้เฮพเวิร์ทอาจได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมหินจากเฮนรี่ มัวร์ เฮพเวิร์ท จัดอยู่ในพวกศิลปินกลุ่มหัวก้าวหน้าของอังกฤษแห่งยุคศิลปะสมัยใหม่ (Avant-garde) งานในช่วงปี ค.ศ. 1951 เป็นต้นมา หลังจากที่หย่าขาดจากสามีคนที่สองคือ นิโคลสัน (Nicholson) เป็นช่วงที่ผลงานของเธอสร้างชื่อเสียงให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น เฮพเวิร์ท ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านพักและห้องทำงานใหม่ของเธอที่ทรูวีน (Trewyn Studio) และอยู่ที่นั่นจนถึงช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต ซึ่งในปัจจุบันคือสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์และสวนประติมากรรมบาร์บาร่า เฮพเวิร์ท ห้องทำงานใหม่ทำให้การสร้างสรรค์ประติมากรรมของเธอเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางที่สามารถทำงานได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง ทำให้งานมีขนาดใหญ่ขึ้น วัตถุที่ใช้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากการแกะหิน แกะไม้ ไปสู่การหล่อโลหะ

ในระหว่างปี ค.ศ. 1960 ชื่อเสียงของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ด้วยผลงานประติมากรรมประดับหน้าอาคารองค์การสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อ “Single Form”  (Bowness, 2011) ทำด้วยโลหะสำริด ขนาดความสูง 6.4 เมตร ในช่วงปี ค.ศ. 1961-1964 ด้วยรูปทรงของงานประติมากรรมชิ้นนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในงานประติมากรรมของเธอ ลักษณะการสร้างพื้นที่ว่างเป็นวงกลมในงานประติมากรรมของเฮพเวิร์ท เป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลให้กับงานประติมากรรมสมัยใหม่รุ่นต่อมารวมทั้งเฮนรี่ มัวร์ ด้วย ผลงานของเฮพเวิร์ทโดยรวมที่ดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนนั้น ส่วนใหญ่แล้วใช้รูปทรงที่เรียบง่าย มีความประสานกลมกลืนเป็นจังหวะลีลาการรักษาความรู้สึกของการเจาะช่องเปิด ให้สื่อความหมายต่อกันได้ในระหว่างมวลทั้งสองข้างอย่างเหนียวแน่น การท่องยุโรปในปี ค.ศ. 1920 ทำให้เฮพเวิร์ท พบกับปาโป ปิกัสโซ คอนสแตนติน บรานคูชิ และจอง แอพ ผู้สร้างสรรค์งานในแนวคิวบิส และนามธรรม อันเป็นแรงสนับสนุนให้เธอหันไปสนใจงานประติมากรรมอียิปต์ อาฟริกัน และยุคก่อนโคลัมเบียน ที่ปรากฏเป็นอิทธิพลในงานคิวบิสซึ่ม และนามธรรม นอกจากนี้ในฐานะสมาชิกกลุ่มหัวก้าวหน้าของอังกฤษ ทำให้เธอได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินกลุ่มหัวก้าวหน้าสมัยใหม่จากรัสเซีย ฝรั่งเศส และเยอรมันด้วยเช่นกัน งานประติมากรรมของบาร์บารา เฮพเวิร์ท นั้นส่วนใหญ่ใช้วัสดุประเภทไม้ และหิน ในการแกะสลักด้วยแรงบันดาลใจและการศึกษารูปทรงจากธรรมชาติ ที่นำมาตัดทอนจนกลายเป็นรูปแบบนามธรรมที่เรียบง่าย ด้วยการใช้รูปทรงเรขาคณิตที่มีอยู่ในธรรมชาติ ผสมกับการสร้างจังหวะในงานซึ่งได้มาจากการศึกษาของวัตถุธรรมชาติ เช่น ก้อนกรวดหิน กระดูก ต้นไม้ และพืช เป็นต้น

 Bronze sculpture “Single Form 1961-1964″
Bronze sculpture “Single Form 1961-1964″

ที่มา: http://barbarahepworth.org.uk/commissions/list/single-form.html

หมายเหตุ: ติดตั้งบริเวณด้านหน้า United Nation building – New York

ผลงาน “เพนดัวร์” (Pendour) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1947 ทำจากวัสดุไม้แกะสลักลงสี มีการสร้างช่องว่างภายในตัวงานประติมากรรม ด้วยการสร้างรูปทรงจากธรรมชาติแบบเรียบง่าย ใช้เส้นที่อ่อนโค้งให้อารมณ์แห่งความเคลื่อนไหวแก่สายตาผู้ชม การใช้สีที่แตกต่างระหว่างสีของเนื้อไม้ และการทาสีขาวลงบนงาน สร้างความแตกต่างและมิติให้กับตัวงาน

Pendour, Plane wood with colour, 1947 (BH 145), Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C.
Pendour, Plane wood with colour, 1947 (BH 145), Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C.

ที่มา:  Hirshhorn Museum and Sculpture Garden, Washington D.C

http://barbarahepworth.org.uk/sculptures/1947/pendour/

Hollow Form with White Interior, Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection
Hollow Form with White Interior, Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection

หมายเหตุ: Guarea wood, part painted, 1963 (BH 328), Private collection

ที่มา: http://barbarahepworth.org.uk/sculptures/1963/hollow-form-with-white-interio/

อ้างอิง:

Alan Bowness. (2011). Life and Work. Retrieved November 18, 2013, from Barbara Hepworth: http://barbarahepworth.org.uk/

The Cloud Gate of Chicago


หนึ่งปีผ่านไป…จะว่าไวเหมือนโกหกก็ไม่ปาน ลมพัดเย็น ชุ่มฉ่ำ ฝนพร่ำแบบนี้ ทำให้นึกถึงชิคาโก ในเดือนเมษายน ปี 2011


หลังจากที่ได้ตะลอนผ่านเมืองต่างๆ ในเขตกึ่งทะเลทรายอย่างลาสวกัส ซานตาเฟ่ จนเข้าสู่ชิคาโก ได้สัมผัสกับความชุ่มฉ่ำและสายลมเย็นยะเยือก นี่หล่ะมั้ง….ที่เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดของชิคาโก…สมแล้วกับที่ชาวบ้านเรียกเมืองนี้ว่า “The Windy City” เมืองแห่งสายลมแรง ที่รับเอาทั้งความชุ่มฉ่ำ และเย็นเป็นระลอกจากทะเลสาบมิชิแกนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา บรรยากาศริมทะเลสาบของเมืองผสมกับความหนาแน่นของอาคารสูงระฟ้า ถนนหนทาง ผู้คนและความเจริญในด้านวัตถุ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ และอายุอันยืนยาวของเมือง ทำให้พวกเรารู้สึกกระตือรือร้นอย่างจะไปซอกแซกหาอะไรที่แปลกหูแปลกตาชมกัน


เมื่ออิ่มท้องจากติ่มซำมื้อเที่ยงอันแสนเอร็ดอร่อยแล้ว ความกระชุมกระชวยกลับคืนมาอีกครั้ง สวนสาธารณะมิลเลนนัม (Millennium Park) คือ จุดมุ่งหมายต่อไปของพวกเรา ที่นั้น…มีผู้คนเดินกวักไกวไปมากันอย่างไม่เกรงกลัวสายลมแรงและความหนาวเย็นจับจิตจับใจ สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นสวนขนาดใหญ่กลางใจเมือง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ โดยเฉพาะช่วงเย็นวันอาทิตย์แบบนี้ สวนสาธารณะขนาดมหึมาจึงเป็นจุดนัดหมายและพักผ่อนหย่อนใจหลักของชาวเมืองชิคาโกและนักท่องเที่ยว ภายในสวนมีลานดนตรี กีฬาเอนกประสงค์ และอื่นๆ แต่มีลานเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ชื่อ “เอ ที แอนด์ ที พลาซ่า” (AT&T Plaza) เป็นที่ตั้งของงานประติมากรรมขนาดมหึมาชื่อ “คลาวด์ เกท” (Cloud Gate) ที่มีชื่อเล่นว่า “เมล็ดถั่ว” (The Bean) ตามรูปพรรณสัณฐานของตัวงาน “เมล็ดถั่ว” เป็นผลงานของศิลปินเชื้อสายอินเดีย สัญชาติอังกฤษนาม “อนิช คาพัวร์” (Anish Kapoor) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2004–2006 ด้วยวัสดุสแตนเลส มีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 13 เมตร และสูง 20 เมตร

นอกจากความใหญ่โตของขนาดบวกกับความมันวาวของสแตนเลสที่สร้างความมหัศจรรย์แล้ว ยังมีภาพสะท้อนตึกระฟ้าของนครชิคาโกปรากฏอยู่ด้านบนของงานประติมากรรมเป็นตัวช่วยเพิ่มความตะลึงงันให้กับชาวโลกอีกด้วย ลานนี้จึงเป็นลานที่ดึงดูดผู้คน ลูกเล็กเด็กแดงให้พากันมาปีนป่าย แหงนคอมอง และตั้งท่าถ่ายรูปกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งก็รวมถึงพวกเราด้วย หลายคนแอบภูมิใจแบบเงียบๆ กับการมีเชื้อสายเอเชียของศิลปินเจ้าของผลงานดังคนนี้…ปลื้มมมม


ในบริเวณอื่นๆ ของสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นมาก เช่น “น้ำพุคราวน์” (The Crown Fountain) เป็นวิดิโอประติมากรรมประกอบแสงสีเสียง ที่แสดงบนประติมากรรมน้ำพุแท่งแกรนิตสีดำ ซึ่งมีขนาดสูงถึง 15 เมตร ด้วยงบประมาณการสร้างถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ

บันทึกพม่า….ความรุ่มรวยเรืองรองแห่งวัฒนธรรม


“ชเวดากองพญา” สัญญลักษณ์อันสวยงามแห่งความเหลืองอร่าม เรืองรองทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของพม่า ที่กวักมือเรียกผู้คนจากแดนไกล ให้แวะเวียนไปชื่นชม และสักการะบูชา เมื่อโอกาสมาเยือน….ในวันนี้…วันที่พม่าได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่กำลังอยู่ในความนิยมของชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยพุทธ และชาวตะวันตกผู้นิยมแสวงหาความบริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ และวิถีชีวิตผู้คนแบบตะวันออก การได้ชื่นชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพม่า จึงเป็นสิ่งที่ต้องไปสัมผัสด้วยสายตา และจดบันทึกด้วยฝีมือและหัวใจ

Image

Image

ปลายเดือนมกราคม 2555 เป็นช่วงเวลาที่การหาเสียงเลือกตั้งซ่อมในพม่ากำลังเป็นไปอย่างเข้มข้ม ภาพแผ่นป้ายหาเสียงของ “นาง อองซานซูจี” ตามถนนหนทางมีให้เห็นอย่างดาษดื่น โฉมหน้าพม่ากำลังจะเปลี่ยนไปตามกระแสโลก หลังจากที่ได้เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม และย้ายเมืองหลวง ไปตามลำดับแล้ว วิถีชีวิตชาวพม่าในนาทีนี้ ยังคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ เสมือนย้อนเวลากลับไปในอดีตของเมืองไทย เมื่อครั้งสมัยที่ความเจริญยังไม่อึกทึกครึกโครมเช่นทุกวันนี้

Image

Image

“สนามบินนานาชาติมิงกะลาดง” เช้านี้ยังคงโล่งสบาย ไม่แออัดยัดเยียด พิธีการตรวจคนเข้าเมือง เป็นไปอย่างสะดวก ถนนหนทางเมื่อออกจากสนามบินก็ยังโล่งตา ไม่ติดขัดเหมือนบนถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อออกจากสนามบินดอนเมือง รถรามีให้เห็นทั้งพวงมาลัยซ้ายและขวา ในขณะที่การสัญจรของยวดยานพาหนะ เป็นไปตามแบบอเมริกัน คือ วิ่งในช่องทางขวา ดูแล้วชวนให้ประหลาดใจ และงุนงงยิ่ง เมื่อรถเริ่มแล่นเข้าสู่ในเมือง ความคึกคัก เคลื่อนไหวของชีวิตยามเช้า ปรากฏให้เห็นทั้งชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ พระสงฆ์ เด็ก วัยรุ่น และผู้เฒ่าผู้แก่ ด้วยการแต่งกายแบบพม่า คือ นุ่งโสร่งกันทุกเพศทุกวัย ผู้คนสัญจรไปมาบนท้องถนน โดยใช้ทั้งรถเมล์ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน และเดินเท้า เป็นที่สังเกตว่า ชาวพม่ายังคงนิยมใช้จักรยานเป็นพาหนะในการสัญจรไปมาอย่างปกติ มิใช่เพื่อสันทนาการเช่นในประเทศไทย ร้านอาหารจานด่วน (Fast Food) แบบตะวันตก อย่างแมคโดนัล หรือ เค เอฟ ซี แทบจะไม่มีปรากฏให้เห็นบนสองฟากถนน

Image

Image

พวกเราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการแลกเงินจากสกุลดอลล่าร์สหรัฐ เป็นเงินจ๊าดในอัตรา 735-825 จ๊าด ต่อหนึ่งดอลล่าร์สหรัฐ ณ วันนั้น โดยขึ้นอยู่กับชนิดของธนบัตร (100 ดอลล่าร์ หรือ ธนบัตรใบย่อยลง) ธนบัตรไทยบาทในพม่าสามารถใช้ได้เลยในบางสถานที่ เช่น ร้านขายของที่ระลึกบางแห่ง แต่การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน “บาท” เป็น “จ๊าด” นั้น ไม่เป็นที่ยอมรับทางการธนาคาร หมายความว่า ตามสถานที่รับแลกเงิน จะรับแลกเฉพาะเงินเพียงแค่สี่สกุลเท่านั้น คือ ดอลล่าร์สหรัฐ ดอลล่าร์สิงค์โปร์ ยูโร และ พันธบัตรรัฐบาล สำหรับชาวต่างชาติ หรือ เอฟ อี ซี (FEC= Foreign Exchange Certificate) ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกับดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา

สำหรับชาวบ้านพม่า ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่เคร่งครัด พวกเขามักจะนำดอกไม้ธูปเทียน พร้อมปิ่นโตอาหารคาวหวานไปนมัสการพระเจดีย์ หรือพระพุทธรูปสำคัญๆ ที่มีอยู่ประจำเมือง และนั่งรับประทานอาหารร่วมกันในบริเวณศาสนสถาน อันถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ และท่องเที่ยวยอดนิยม….ในแทบทุกเมืองจะมีพระพุทธรูป และเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนกราบไหว้ เจดีย์แบบศิลปะพม่า อันได้รับอิทธิพลจากมอญ หรือพระพุทธรูปนั่ง นอน องค์ใหญ่นั้น มักจะตั้งเด่นเป็นประธานของโบราณสถานแต่ละแห่ง ล้อมรอบไปด้วยศาลาราย อันเป็นที่ตั้งของเทพเจ้า และพระพุทธรูปปางต่างๆ เช่น ที่เจดีย์กลางน้ำ “เยเลพญา” เมืองสิเรียม พระเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง หรือ “ไจ้ปุ่นพญา” เมืองหงสาวดี ที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สี่ด้าน เป็นประธานของวัด เป็นต้น…..ส่วนชาวเมืองอย่างชาวย่างกุ้งผู้มีฐานะ ส่วนใหญ่ มักจะชื่นชอบการพักผ่อนหย่อนใจด้วยการเดินเล่นและจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้าประจำเมืองเช่นเดียวกับชาวกรุงเทพมหานคร

Image

Image

Image

สีสันแห่งความบริสุทธิ์แบบวิถีเอเชียของพม่าในด้านการดำเนินชีวิต ทั้งอาหารการกิน ความนิยมในการเคี้ยวหมาก การแต่งกายด้วยผ้าโสร่ง ปะแป้งทะนาคา พูดภาษาพม่า และนิสัยใจคอที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกื้อกูลกัน ในวันนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์อยู่อย่างครบถ้วน และเข้มแข็ง นับจากนี้ต่อไป เมื่อพม่าเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ภาพที่ได้เห็นในเดือนมกราคม ปี 2555 อาจต้องเปลี่ยนแปลงไป หากแต่ภาพแห่งความประทับใจในอดีตเหล่านั้น ได้ถูกบันทึกไว้….ในความทรงจำที่ดีของผู้ที่เคยได้ไปสัมผัส….ทุกคน

บทความจากจุลสารโขงสาละวิน โดยสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 มกราคม-มีนาคม 2555 หน้า6-7

ขอขอบคุณภาพประกอบ…โดย…นางสาวอนงนาฎ เกตุทิพย์

บันทึก#2 ศิลป์วิจารณ์


Nakoi ได้เขียนงานวิจารณ์นิทรรศการนี้ไว้เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เป็นงานเขียนสอบภาคปลายปีพ.ศ. ๒๕๓๒ นำมาบันทึกไว้อ่านเล่น เพื่อให้เห็นบรรยากาศของแวดวงศิลปะเมื่อยี่สิบปีที่แล้วค่ะ

บทความวิจารณ์งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๕

          สำหรับแวดวงศิลปะในบ้านเราขณะนี้ มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจในเรื่องราวของศิลปะมากขึ้น สังเกตได้จากจำนวนห้องจัดแสดงงานศิลปะของเอกชน จำนวนศิลปินหน้าใหม่ที่เกิดขึ้น การจัดการประกวดศิลปกรรมต่างๆ มีมากขึ้นกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เยาวชนไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดศิลปกรรมระหว่างชาติมาหลายครั้ง ก็ยิ่งเพิ่มความสนใจในเรื่องของศิลปะให้กับประชาชนในประเทศเรามากขึ้น

              การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๓๕ นี้ จัดขึ้น ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ระหว่างวันที่ ๔ สิงหาคม ถึง ๘ กันยายน ๒๕๓๒ การจัดแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินี้ ได้ดำเนินติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องถึง ๓๕ ครั้ง โดยครั้งแรกเริ่มในปี พ.ศ.๒๔๙๒ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้บุกเบิกวงการศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มขึ้น ในแต่ละครั้งก็มีจำนวนศิลปินที่สนใจส่งงานเข้าร่วมการประกวดเป็นจำนวนมาก สำหรับครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยแบ่งแยกประเภทของงานออกเป็นด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มีคณะกรรมการผู้คัดเลือกและตัดสินเป็นผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านศิลปะ อาจารย์จากสถาบันที่มีการสอนศิลปะ ศิลปินอิสระผู้มีชื่อเสียง ผลการตัดสินคัดเลือกจากผลงานที่เข้ารอบสุดท้ายจำนวน ๑๕๙ ชิ้น โดยตัดสินแยกเป็นประเภทดังนี้ คือ ผลงานที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญทอง ประเภทภาพพิมพ์ คือ ผลงาน “สัญลักษณ์ในพิธีกรรมหมายเลข ๑๑” โดยนายถาวร โกอุดมวิทย์ ส่วนในประเภทจิตกรรมและประติมากรรม ไม่มีผู้ได้รับรางวัลนี้ ส่วนรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน สาขาจิตรกรรม คือ ผลงาน”ภวังค์แห่งอำนาจ” โดยนายชาติชาย ปุยเปีย งานประติมากรรมนั้น ก็มีเพียงรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ และ ๓ เช่นเดียวกับงานจิตรกรรม

                สถานที่จัดแสดงที่ใช้ คือ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นั้น เดิมเป็นอาคารวังท่าพระ และอาคารท้องพระโรง ที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมอยู่แล้ว เมื่อได้ใช้เป็นที่จัดแสดงงานที่มีคุณค่า น่าสนใจ ก็ยิ่งทำให้น่าสนใจที่จะได้ไปเยี่ยมชมมากขึ้น อาคารที่จัดแสดงทั้ง ๒ ชั้น ถูกบรรจุไปด้วยผลงานศิลปะมากมายของศิลปินหลายท่าน ทั้งศิลปินที่ชนะเลิศการประกวดและศิลปินเชื้อเชิญ รวมทั้งยังมีผลงานของศิลปินผู้ซึ่งมีความสำคัญ และน่าสนใจมากที่สุด ไม่แพ้ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ก็คือ ภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานเข้าร่วมจัดแสดง มาตั้งแต่การจัดแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๔ และได้เข้าร่วมแสดงมาอย่างสม่ำเสมอ ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์นั้น จะจัดแสดงอยู่ส่วนหน้าสุดของงานในห้องแรก เป็นภาพบุคคลในลักษณะกึ่งนามธรรม ใช้สีสด มีคุณค่าอย่างยิ่ง

                สถานที่จัดแสดงนั้นดูจะแคบลงไปถนัดตาเมื่อถูกบรรจุด้วยผลงานศิลปะจำนวนหลายสิบชิ้น โดยไม่ได้มีการจัดแบ่งประเภทของงานให้แยกจากกัน แต่ในแต่ละห้องที่จัดแสดง จะมีผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดครั้งนี้จัดแสดงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลงานประติมากรรมที่ได้รับรางวัล ที่ตั้งแสดงไว้กลางห้อง ผลงานจิตรกรรมหรือภาพพิมพ์ที่ได้รางวัลเหล่านี้ ผู้จัดสถานที่คงทำเพื่อให้ผู้ชมเกิดความสนใจที่จะชมงานชิ้นอื่นๆควบคู่กันไปด้วย ซึ่งงานเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะด้วยคุณค่าและฝีมือ ในแต่ละผลงานที่แสดงจะมีคำบรรยายประกอบแนวความคิดในการทำงาน ชื่อศิลปิน ชื่อผลงาน บอกไว้ ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจงานนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีการแจกเอกสารของงาน ที่มีวีดีโอประกอบคำบรรยาย ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลงานศิลปะที่ได้จัดแสดงไว้ด้วย เป็นการให้ความรู้แก่ผู้เข้าชม ผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านศิลปะมาก่อน หรือมีน้อยก็สามารถดูงานนี้ได้เข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ดีของการเผยแพร่ความรู้ทางด้านศิลปะให้กับประชาชนทั่วไปได้เข้าใจ

                สิ่งที่น่าสนใจสูงสุดของงานนี้อีกอย่างก็คือ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญทอง คือ ผลงานชื่อ “สัญลักษณ์ในพิธีกรรมหมายเลข ๑๑” โดยนายถาวร โกอุดมวิทย์ เป็นผลงานประเภทภาพพิมพ์ จัดแสดงอยู่ในหองชั้นบน โดยส่วนตัวของศิลปินเองแล้ว อาจจะไม่ต้องพูดถึงความสามารถ และรางวัลเกียรติยศต่างๆ ที่ได้รับทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความสามารถของตัวศิลปิน จนเป็นที่ยอมรับว่า เป็นศิลปินในอันดับแนวหน้า ในบรรดาศิลปินรุ่นใหม่ของวงการศิลปะในบ้านเรา สำหรับผลงานชิ้นนี้ ศิลปินมีแนวความคิดที่นำเอาสัญลักษณ์ความเชื่อทางพิธีกรรมมาแสดงออกในงานศิลปะ โดยใช้ก้อนหินและแผ่นทองที่ปิดอยู่บนก้อนหิน เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อ ความเคารพนับถือ และพิธีกรรม โดยที่ผู้ชมสามารถรู้ได้ทันทีเมื่อเห็นแผ่นทอง เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดกับชีวิตของคนไทย และเป็นที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ดังเช่น การที่คนไทยไปไหว้พระพุทธรูปและปิดทองลงบนองค์พระ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพนับถือในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือ และก้อนหินก็เปรียบเหมือนตัวแทนของสิ่งที่เคารพที่เป็นความเชื่อนั้น สิ่งนี้เป็นความสามารถของศิลปินในการเลือกใช้วัสดุในการสื่อความหมายได้อย่างดี สามารถเข้าใจได้ง่าย

                วัสดุที่ใช้เป็นพื้น คือ กระดาษสา คุณลักษณะของกระดาษนั้น มีความนิ่ม นุ่ม มีเส้นใยเล็กๆ ในเนื้อ ที่บ่งบอกถึงความละเอียดอ่อน บอบบาง ควรแก่การระมัดระวัง รักษา ซึ่งก็เปรียบเสมือนความตั้งใจในการที่จะทำสิ่งที่ดีตามความเชื่อถือ สีที่ใช้ คือ สีดำ เทา ขาว นั้น ก็สามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ในความรู้สึกที่นิ่ง สงบ เงียบ สุขุม น่าเกรงขาม และบริสุทธิ์ การใช้สีที่แบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งใช้สีเข้ม อีกส่วนใช้สีอ่อน โดยในส่วนของสีอ่อนนั้น จัดวางรูปก้อนหินที่มีสีเข้มเรียงกันลงมา เป็นการถ่ายน้ำหนักของสีเข้มอีกด้าน ทำให้ได้ดุลกันอย่างเหมาะสม

                รูปลักษณะของงานนี้เป็นแบบรูปธรรมที่แฝงไว้ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นนามธรรม ถึงแม้นจะมีการจัดองค์ประกอบอย่างง่ายๆ ใช้สีที่เรียบง่าย ใช้วัสดุธรรมดา รวมกับเทคนิคภาพพิมพ์ ก็สามารถทำให้ผู้ดูรู้และเข้าใจในจุดมุ่งหมายของศิลปินที่ต้องการแสดงให้ผู้ชมได้รับรู้

                ถ้าดูงานโดยรวมๆ แล้ว จะเห็นว่า ส่วนใหญ่นั้น งานมีรูปแบบที่เป็นนามธรรมเสียมาก มีแนวความคิดในการแสดงออกที่ค่อนข้างจะเครียด ให้อารมณ์ความรู้สึกที่สะเทือนใจผู้ชม แต่ก็มีผลงานบางชิ้นที่แสดงถึงความสนุกสนานในงาน และผลงานของนายประสงค์ ลือเมือง ศิลปินเชื้อเชิญ เป็นผลงานชิ้นที่ดูแล้วสนุกสนาน เป็นสีสด มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินแสดงไว้ในงาน คือ การนำเอาสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านทางเหนือมาใส่ไว้ในงานของเราเสมอๆ ภาพดูแล้วเหมือนมีการเคลื่อนไหว

                ผลงานที่ดูแล้วมีลักษณะเหมือนจริง เช่น งานภาพพิมพ์ที่เป็นรูปปลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิลปินคุ้นเคยอยู่ และนำมาใช้ในการแสดงออกในงานศิลปะ ซึ่งก็มีมีงานหลายชิ้นที่มีลักษณะการแสดงออกถึงสิ่งที่ตัวศิลปินเองคุ้นเคย ดังเช่น ผลงาน “เสมา ฟ้าแดด” ของบุญหมิ่น คำสะอาด เป็นการนำเอาลักษณะของใบเสมา มาแสดงในงาน ส่วนคำว่า “ฟ้าแดด” นั้น เป็นชื่อเมืองในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่มีพุทธศาสนาเจริญมากว่า ๑,๐๐๐ ปี และเป็นที่มาของแนวความคิดนี้ เพราะตัวศิลปินเองคุ้นเคยอยู่กับสิ่งนี้ ทำงานเป็นอาจารย์สอนศิลปะอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของศิลปินด้วย อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน

                ผลงานที่นับว่าแปลกไปจากชิ้นอื่นๆ ที่จะกล่าวถึง คือ งานของนายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ชื่อ “ๆ บ้า ๆบอ” ฟังชื่อแล้วดูเหมือนไร้สาระ แต่เมื่อได้ชมแล้วจะรู้สึกว่า งานนี้มีความน่าสนใจทีเดียว จัดแสดงในห้องด้านในสุดของชั้นล่าง กั้นประตูทางเข้าให้ยืนชม (นั่งชม) ได้จากภายนอกเท่านั้น เป็นงานประเภทที่เรียกว่า Environmental Art และ Light Art  โดยมี Sound Effect ประกอบ ที่ประตูจะมีแผ่นสังกะสีที่แขวนไว้เป็นกลุ่มด้านในสุด มีพัดลมซ่อนอยู่มุมหนึ่งของห้อง (คนดูไม่เห็น) เป่าให้แผ่นสังกะสีปลิวไหวน้อยๆ พร้อมกับมีไฟส่องที่เกิดสีสันและเงา ประกอบกับเสียงเบาๆ เป็นจังหวะๆ ผู้ชมจะเกิดความรู้สึกที่วังเวง แฝงไว้ด้วยความน่ากลัว เหมือนการค้นหาอะไรบางอย่าง แผ่นสังกะสีที่ปลิวไหวเล็กน้อยนั้น จะสะกิดอารมณ์ของผู้ชมอยู่เสมอ และเป็นจุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของงานนี้

                เมื่อเดินชมงานจนทั่วแล้ว ประกอบกับการสังเกตผู้เข้าชมงานนี้หลายวัน จะเห็นได้ว่า การจัดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งนี้ ดูจะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีทีเดียว มีผู้เข้าชมจำนวนมากเทียบกับงานแสดงศิลปะอื่นๆ ที่ผ่านมา ผู้เข้าชมนั้นมีทั้งนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ที่มีความสนใจ และสามารถดูงานได้อย่างเข้าใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แสดงให้เห็นว่าวงการศิลปะในบ้านเรา ได้กำลังขยายตัวในวงที่กว้างขวางออกไป ไม่จำกัดอยู่ในแวดวงของผู้ที่ศึกษาศิลปะ หรือศิลปินเท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าชม ก็ยังพอมีเวลาเหลืออีกหลายวัน แต่ถ้างานนี้ได้มีการจัดแสดงในที่ที่เป็นแหล่งชุมชน มีสถานที่ที่กว้างขวางกว่านี้ (เช่นที่ ห้องแสดงนิทรรศการเซ็นทรัล ลาดพร้าว) อีกสักครั้ง ก็จะเป็นการดีมาก เพราะจะทำให้มีคนอีกจำนวนมากได้รับรู้ถึงความก้าวหน้า ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในวงการศิลปะบ้านเราได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และจะทำให้การพัฒนาของศิลปะเป็นไปได้อย่างดียิ่งขึ้นไปอีก