คลังเก็บป้ายกำกับ: green life

แกงเห็ดถอบชะอม ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย


ฝนตกแบบนี้ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าถึงฤดูกาลที่เราจะได้ชิมเมนูเด็ดพื้นบ้านกันแล้ว ต้องนี่เลยค่ะ….เห็ดถอบ

เห็ดเผาะ
เห็ดถอบ

ของฝากจากอำเภอพรานกระต่าย เมื่อวานไปงานบวชมาค่ะ พี่มลฝากของดีมาให้ เป็นเห็ดถอบสองถุงใหญ่ (จริงๆ ก่อนหน้านี้หลายวันฝากแกงมาแล้วหนึ่งถุงใหญ่ Nakoi จัดการไปเรียบร้อยซะแย้ววววววววววววว

วันนี้ Namai ลงมือเก็บชะอมที่แตกยอดอ่อนเต็มต้น ทะลุฟ้าทะลุฝนทีเดียวนะคะ น้าว่าเย็นนี้ไม่มีพลาด ต้องแกงเห็ดถอบใส่ชะอม พ่อครัว (ตัว) ใหญ่ ลงมือเองเลยค่ะ ใช้เครื่องแกงแดงแบบแกงคั่วธรรมดานี่แหละ ใส่หมูเยอะหน่อย

เขาเริ่มหั่นเห็ดที่เม็ดโตหน่อยให้เป็นแว่นบางๆ จะได้เคี้ยวง่าย

เห็ดเผาะหั่น
เห็ดถอบหั่นเป็นแว่น

เด็ดยอดชะอม

20160710_181952

ซอยหอมแดง

หอยแดงซอยเป็นแว่น
หอมแดงหั่นแว่น

แล้วก็ตั้งกระทะคั่วหอมในน้ำมันหมูจนหอมใส่พริกแกงคั่วไปจนหอม แล้วใส่หมู

คั่วพริกแกงจนหอม
คั่วพริกแกง
แกงเห็ดเผาะ
แกงเห็ดถอบชะอมหมูใส่ชะอม

พอสุกก็ใส่เห็ด ใส่ชะอมเติมน้ำจนเดือด ปรุงรสตามชอบ แค่นี้เองเนี่ยนะ ชิมดูอู้หู น้ำต้มหวานจังแฮะ สงสัยจะต้องกินข้าวหมดหม้อหล่ะมั้งวันนี้

ปล. ดีที่วันนี้แกงไม่เผ็ดมากเพราะ Nakoi ปากเป็นแผลระบมค่ะ เลยอร่อยแบบไม่ทรมานมาก

สำหรับท่านที่ไม่รู้จักเห็นถอบนะคะ บางคนเรียกว่าเห็ดเผาะ (แต่ Nakoi ชอบเรียกว่าเห็ดถอบ เพราะมันออกเสียงไม่ค่อยจะถนัดดีค่ะ) เขาว่าเป็นเห็ดที่มีสรรพคุณและประโยชน์ ดังต่อไปนี้นะคะ  

– ช่วยในการบำรุงร่างกายให้ร่างกายแข็งแรง
– ช่วยรักษาอาการช้ำใน
– ช่วยป้องกันโรควัณโรค
– ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ดี
– ช่วยในการสมานแผลและผิวให้เรียบเนียน
– ช่วยในการลดอาการบวมหรืออักเสบ
– ช่วยแก้อาการร้อนใน และแก้ไข้
– ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว หยุดไหลได้ง่ายขึ้น
– ช่วยบรรเทาอาการคันตามนิ้วมือหรือนิ้วเท้า

(อ้างอิงจาก http://www.เกร็ดความรู้.net/เห็ดเผาะ )

Banana Pancake-กล้วยหอมปิ้ง


เช้านี้อากาศดีจิ๊งงงงงงงงงงงงงง

จะว่าชีวิตเริ่มยากขึ้นก็ไม่ใช่ซะทีเดียว บางทีมันก็ดูเหมือนง๊ายง่าย…เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อวานไปตลาดรถไฟตอนเย็นว่า ต้องหากล้วยหอมให้ได้สักหวี อยากทำแพนเค็ก แล้วก็ได้มาสมใจ (โอกาสหน้าจะถ่ายภาพตลาดรถไฟมาให้ชมนะคะ Nakoi ชอบไปซื้อผลไม้และผักแถวนั้น เพราะราคาสมเหตุสมผลค่ะ

เมื่อสัปดาห์ก่อนเห็นเพื่อนโพสต์คลิปทำแพนเค็กกล้วยหอม (ขอโทษด้วยนะคะที่จำไม่ได้ว่าเพื่อนคนไหน แต่ก็ขอขอบคุณมากค่ะที่ช่วยคิดเมนูอันแสนอร่อยดีพร้อมแบบนี้ให้) มันเหมาะจะเป็นอาหารเช้าอันแสนรวดเร็ว ง่ายดาย อิ่ม สะอาด และที่สำคัญอร่อยค่ะ

ตามสูตรที่เห็นในคลิปหรือในเว็บอื่นๆ ก็มีส่วนผสมหลักคือ กล้วยหอม และไข่ Nakoi ใช้กล้วยหอมขนาดเล็ก 5 ลูก ไข่เป็ดลูกโตหน่อยนะคะ 1 ฟอง (ไข่แดงสีสวยมาก) ขอเพิ่มใส่แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ และเนยแบบไม่เค็ม 1 ช้อนชา

BP13
กล้วยหอม และ เครื่องผสมแบบมือถือ

 

ไข่เป็ด
ไข่เป็ด

หั่นกล้วยเป็นแว่นๆ เลยค่ะ แล้วก็ตีๆ ด้วยเครื่องตีมือ จากนั้นก็ใส่ไข่ ใส่เนย แล้วก็ตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน ง่ายมาก ไม่ถึงห้านาที

กล้วยหอม
กล้วยหั่นเป็นแว่น
ส่วนผสมแพนเค็กกล้วยหอม
ส่วนผสมกล้วยหอม ไข่ เนย และแป้งสาลี ที่ผสมกันดีแล้ว

แล้วก็เริ่มทอดแพนเค็กกันเลยค่ะ ใช้กระทะแบบเคลือบใส่เนยลงไปอีกสัก 1 ช้อนชา ทอดเป็นวงๆ จนเป็นสีออกน้ำตาลอ่อน….อะ…กลิ่นของกล้วยหอมกับเนยอ่อนโชยมาเลยค่ะ… เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ พร้อมตั้งโต๊ะได้เลย

Banana Pancake with Kiwifruit and Honey
เช้าวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558 แพนเค็กกล้วยหอมราดหน้าด้วยกีวีและน้ำผึ้ง
Banana Pancake with Kiwifruit
ความหวานหอมของกล้วยตัดกันกับรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ ของกีวี…อืมมมมม

ตักใส่จานพร้อมโปะหน้าด้วยกีวีหันเป็นแว่นๆ ราดน้ำผึ้งอีกหน่อย….อะ

ปล. Namai ต่อว่าต่อขาน  “ทำไมไม่ใส่กล้วยหอมให้ด้วย” หลังจากกินไปเกือบหมด ว่าแล้วก็ลุกขึ้นมาหยิบกล้วยหอมใส่เอง…ปัดโธ่เอ๋ย…ที่กินอยู่เนี่ยก็กล้วยหอมทั้งนั้น ยังจะใส่อีก

Double Banana
Double Banana…พิเศษกล้วย อร่อยดี

“อ้าว…ก็พี่ไม่รู้ คิดว่าเป็นแพนเค็กแป้ง” …ราดน้ำผึ้งอีกยังได้เลย…อืม…อร่อยดี พรุ่งนี้ขอแบบนี้อีกนะ

ดับกระหายคลายร้อนด้วย “ไอติมกะทิสูตรแจมม่า แสตฟฟอร์ด (Gemma Stafford)”


อากาศที่ร้อนจัดอบอ้าวของพ.ศ.นี้ ทำให้หลายๆคนคงหาทางดับร้อนกันให้วุ่นวาย ไอศกรีมหรือเรียกกันง่ายๆ ภาษาชาวบ้านว่า “ไอติม” เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ดูจะบรรเทาเบาร้อนได้ดีทีเดียว Nakoi เองเป็นคนเลิกรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์นมมาหลายปีแล้วค่ะ ได้ไปเจอกับสูตรไอติมกะทิของแจมม่าเข้า เธอเป็นเชฟมืออาชีพจากประเทศไอร์แลนด์ ที่เชี่ยวชาญการทำไอศกรีมแบบไม่ใช้เครื่องปั่นไอศกรีม ทั้งที่เป็นส่วนผสมจากผลิตภัณฑ์นม และไม่ใช่นม เริ่มกันเลยนะคะ

ส่วนผสม
1. กะทิกระป๋องเข้มข้นขนาด 13.5 ออนซ์ 3 กระป๋อง
2. น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วย
3. กลิ่นวนิลา 2 ช้อนชา (ถ้ามี)
4. ฝักวนิลา 1 ฝัก (ถ้ามี)

วิธีทำที่แสนง่าย*
1. แช่ภาชนะอ่างผสมสำหรับปั่นไอศกรีมในช่องแช่แข็งค้างคืน
2. แช่กะทิกระป๋อง 2 กระป๋องในตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือค้างคืน เพื่อให้หัวกะทิเป็นไขแยกจากน้ำ
3. นำกะทิที่เหลือ 1 กระป๋องเทตั้งไฟ ใส่น้ำตาลเคี้ยวไฟอ่อนให้ละลายจนกะทิงวดลงประมาณ 30 นาที หรือจนกระทั่งกะทิข้นขึ้นมีความหนืดเหมือนนมข้น ลดไฟลงตั้งต่อ 10 นาที จนกะทิน้ำตาลมีสีออกเหลืองนวล ยกลงปล่อยให้เย็น

น้ำกะทิข้นหวาน - coconut condense milk
น้ำกะทิข้นหวาน – coconut condense milk

4. นำกะทิ 2 กระป๋องออกจากตู้เย็น หงายด้านล่างที่วางในตู้เย็นขึ้น และเปิดฝาออก จะเห็นหัวกะทิที่จับกันเป็นก้อนแยกจากน้ำ นำส่วนที่เป็นก้อนนี้ออกมาใช้ทั้งสองกระป๋อง ส่วนน้ำที่เหลือใช้สำหรับทำอาหารอื่นได้
5. ใช้ภาชนะอ่างผสมที่แช่แข็งไว้ใส่ก้อนกะทิที่แยกออก ปั่นด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าความเร็วสูง จนกระทั่งเนื้อกะทิเนียนและฟู นานประมาณ 3-4 นาที

กะทิที่ปั่นจนเนียนและฟู พร้อมกับน้ำกะทิข้นหวาน เพื่อเป็นตัวไอศกรีม-Ice cream base
กะทิที่ปั่นจนเนียนและฟู พร้อมกับน้ำกะทิข้นหวาน เพื่อเป็นตัวไอศกรีม-Ice cream base

6. เติมกะทิข้นหวานที่เย็นแล้วส่งในอ่างผสม ปั่นให้เข้ากันด้วยความเร็วสูงต่ออีก 2-3 นาที
7. ใส่ภาชนะปิดฝาแช่ช่องแข็งอย่างน้อย 4 ชั่วโมง หรือค้างคืน จะได้ไอศกรีมกะทิที่จะใช้เป็นหลักสำหรับไอศกรีมรสต่างๆ
8. รสวนิลา นำไอศกรีมที่สำเร็จในข้อ 6 ปริมาณ 2 ถ้วย ใส่กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา และเมล็ดจากฝักวนิลา ½ ฝัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

ส่วนผสมของไอศกรีมสำเร็จที่ใส่เมล็ดวนิลาจากฝักแห้ง
ส่วนผสมของไอศกรีมสำเร็จที่ใส่เมล็ดวนิลาจากฝักแห้ง

9. รสช๊อคโกแลต ใช้ผงโกโก้ 3 ช้อนชา ใส่ในไอศกรีมที่สำเร็จในข้อ 6 ปริมาณ 1 ¾ ถ้วย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

ไอศกรีมกะทิรสวนิลา และช๊อคโกแลต
ไอศกรีมกะทิรสวนิลา และช๊อคโกแลต

10. รสผลไม้ต่างๆ ใช้ผลไม้ที่ต้องการปั่นให้ละเอียดผสมในไอศกรีมสำเร็จในข้อ 6 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะแช่ช่องแข็ง

หมายเหตุ* ไอศกรีมรสชาติต่างๆ สามารถปรุงได้ตามใจชอบค่ะ
ถ้าใช้กะทิสดได้น่าจะทำให้ไอติมมีรสชาติของความสดชื่นแบบเป็นธรรมชาติได้มากกว่านี้ค่ะ

ที่มาของสูตร https://www.youtube.com/watch?v=nvclbHE-ZI8

เลาะริมทางถนนพระร่วง


วางแผนกันมาเนิ่นนานข้ามประเทศเลยก็ว่าได้นะ ตั้งแต่สมัย Namai ยังอยู่ที่เมืองลาสเวกัส ตั้งใจไว้ว่าจะขี่จักรยานสำรวจเส้นทางถนนพระร่วง….และแล้ววันนี้ฝันของหนุ่ม (เหลือ) น้อยอย่าง Namai ก็เป็นจริงซะที เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แผนที่ถนนพระร่วง บริเวณหน้าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง
แผนที่ถนนพระร่วง บริเวณหน้าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง

พวกเราชาวจักรยานประกอบไปด้วยสามนักปั่นน่องทอง คือ โรเบิร์ต เอี๊ยน และ Namai ส่วน Nakoi เป็นแผนกบริการ ต้องขับรถบรรทุกจักรยานของตัวเองตามทีมปั่นน่องทองไป ด้วยเหตุเพราะ Nakoi อ่อนซ้อม หรือเรียกง่ายๆว่า ฝีมือยังไม่ถึงนั่นเอง เขาเลยอนุญาตให้แค่ขับรถตามคอยบริการยามฉุกเฉิน…..แต่ก็ยังดีนะ ได้ชมวิวสวยๆไปกับเขา มิเสียแรงขับรถนะจะบอกให้

ถนนสายพระร่วงที่ว่าเนี่ย เริ่มต้นมาจากเมืองศรีสัชนาลัย และไปสุดที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นระยะทาง 123 กิโลเมตร สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อกว่า 700 ปีมาแล้ว นับได้ว่าเป็นทางหลวงแผ่นดินสายแรก….. แต่ว่าจุดปั่นของเราจะเริ่มจากในเขตเมืองเก่า สุโขทัย ไปสิ้นสุดที่บ้านทานตะวัน ก่อนเข้าเขตอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ด้วยเหตุที่เรามีเวลาจำกัดเพียงเท่านี้…..นักปั่นทั้งสามคนออกรถกันตั้งแต่เกือบหกโมงเช้าของวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 (5/5/55….เลขสวยนะเนี่ย) จากบ้านพักริมคลองชลประทาน ตำบลท่าโพธิ์ พิษณุโลก ไปถึงโมทนาเซรามิค บ้านเกาะตาเลี้ยง อำเภอศรีสำโรง ประมาณ 11.20 น. เพราะมัวแต่เสียเวลาพักเที่ยวเป็น “พระยาน้อยชมตลาด” กันแถวกงไกรลาศ ซะนาน

บ้านไม้แสนสวย แถวกงไกรลาศ

ระยะทางช่วงแรกอยู่ในราวแปดสิบกว่ากิโล………ส่วน Nakoi ออกจากบ้านเก้าโมงเช้า ขับรถหลงทางไปซะรวมยี่สิบกิโลด้วยความเบลออออออออออออ แต่ก็ยังไปถึงโมทนาก่อนนักปั่นค่ะ

อากาศไม่ค่อยร้อนมากนัก เนื่องจากคืนก่อนออกเดินทางมีฝนตกหนัก ตอนเช้าอึ่ง กบ และเขียด ต่างพากันออกจากจำศีล เกลื่อนกลาดเต็มท้องถนนไปหมด มีทั้งที่รอดชีวิต และถูกรถทับแบนแตดแต๋….หลังจากสนทนาแลกเปลี่ยน รวมทั้งโม้กับคุณอู๊ด เจ้าของโมทนาเซรามิค…….ศิลปินพื้นบ้านช่างปั้น ฝีมือสุดยอดแห่งบ้านเกาะตาเลี้ยงแล้ว Namai เห็นว่าเราควรจะเอาจักรยานใส่รถ แล้วพากันไปเติมพลังมื้อบ่ายกันซะก่อนที่ร้านครัวยายทวดเจ้าเก่าเพราะ Namai แรงหมด ปั่นไม่ไหวแย้ววววววววววววววว

คืนนี้เราตัดสินใจพักค้างอ้างแรมกันที่เมืองเก่า ฝนฟ้าค่อนข้างอึมครึม พรุ่งนี้จะปั่นได้มั้ยหนอ…..เข้าถึงที่พัก ทุกคนขอนอนเอาแรงก่อนหล่ะกัน เดี๋ยวตอนเย็นๆ ออกไปปั่นชมเมือง หาอะไรอร่อยๆ ใส่ปากกันดีกว่า….Nakoi…..ก็จะได้โอกาสปั่นกับเขาบ้างก็ตอนนี้แหละ
รุ่งเช้า…ฝนฟ้าไม่เป็นใจ มืดครึ้ม อึมครึมตลอด สลับกับลงเม็ดมาเป็นระยะๆ แต่ก็ดีไปอย่างนะ ทำให้อากาศไม่ร้อน สบายดี แต่พ่อโรเบิร์ต เกิดกรุง กลับไม่ชอบ เพราะเหงื่อไม่ออก พวกเราเริ่มต้นถนนพระร่วงจากที่พักในเขตเมืองเก่านี่แหละค่ะ ออกไปทางทิศใต้ ผ่านประตูนะโม ไปยังวัดพระเชตุพน และวัดเจดีย์สี่ห้อง…..ท้องฟ้ามืดครึม ฝนตกพร่ำๆ สลับกับแรงบ้างอย่างสม่ำเสมอ แต่อากาศก็เย็นสบายดีค่ะ

บรรยากาศสองฟากฝั่งถนนช่วงผ่านวัดพระเชตุพนไปแล้ว จะเป็นนาข้าวสีเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ มีต้นแคนาต้นใหญ่ดอกร่วงกราวลงพื้นดิน ขาวไปทั่วพื้นข้างถนน ตัดกับสีเขียวของต้นข้าว….แหม! มันช่างสวย สดชื่นซะนี่กระไร

ผ่านโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ไม้

เส้นทางปั่นของพวกเราไปสิ้นสุดกันที่บ้านทานตะวัน บริเวณที่ถนนพระร่วงตัดกับทางหลวงหมายเลข 101 รวมระยะทางทั้งหมดอยู่ในราว 120 กิโลเมตร เห็นจะได้ บรรยากาศสองข้างทางบนถนนประวัติศาสตร์สายนี้ มีเรื่องเล่าขานและตำนานที่น่าสนใจอีกมากมาย อันนอกเหนือไปจากทิวทัศน์อันสวยงาม ขอบคุณธรรมชาติ และบรรพบุรุษผู้รังสรรค์สวรรค์บนดินที่สวยงามให้กับพวกเรา….ขอบคุณค่ะ

กล้วยอบเนยหนองตูม


          หากใครที่ชอบของกรอบคบเคี้ยว กรุ๊บกรับ หวานๆ มันๆ แล้วหล่ะก้อ คงต้องรู้จักกล้วยอบเนยอย่างแน่นอน แหล่งผลิตกล้วยอบเนยแหล่งใหญ่ที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันทั้งหมู่บ้านนั้น อยู่ที่บ้านหนองตูม อำเภอกงไกรลาศ (บ้านเกิดของนักร้องลูกทุ่งคนดัง “ชินกร ไกรลาศ” นั่นเอง) จังหวัดสุโขทัย
          กล้วยฉาบ มันฉาบ เผือกฉาบ เป็นขนมคบเคี้ยวกินเล่นของไทยแท้มาเนิ่นนานตั้งแต่ Nakoi จำความได้ แต่กล้วยอบเนยนี่ซิ Nakoiเพิ่งจะได้รู้จักก็เมื่อในราวสิบห้า ยี่สิบปีเห็นจะได้ ครั้งแรกที่ได้ลองก็ติดใจทันที หาซื้อกันได้ง่าย ตามร้านขายขนมทั่วไป และในร้านสะดวกซื้อทุกร้าน….แต่แหม! เขาขายกันถุงเล็กเหลือเกิน กินยังไม่ทันจุใจ ก็หมดถุงซะแล้ว….วันนี้ได้ไปถึงแหล่ง ต้องซื้อสักสิบโล….ฮ่า ฮ่า ฮ่า
กล้วยอบเนย
          Nakoi ไปถึงสหกรณ์แปรรูปกล้วยตำบลหนองตูมจำกัดในตอนเช้าที่อากาศดีมาก ไม่มีแดด ท้องฟ้าเป็นสีเทาเหมือนหน้าหนาว จริงๆแล้ว….เมื่อราว 15 ปีที่ผ่านมา Nakoi ได้มาที่บ้านหนองตูมสองครั้ง เพื่อหาซื้อกล้วยอบเนยของขบเคี้ยวแสนอร่อยไปทานที่กรุงเทพ ตอนนั้นหมู่บ้านทำกล้วยอบเนยยังไม่ได้เป็นสหกรณ์เช่นทุกวันนี้ ทุกครัวต่างทำกล้วย มัน และเผือกอบเนย อยู่บ้านใครบ้านมัน ใครจะซื้อก็ไปยังแต่ละบ้าน ถนนหนทางและอาคารบ้านเรือนในหมู่บ้านก็ไม่เป็นเหมือนที่เห็นในวันนี้ อาจารย์จิรวัฒน์เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากหมู่บ้านนี้อยู่ใกล้กับแห่งขุดเจาะน้ำมันหลุมหนองตูมเอ ทรัพยากรอันมีมูลค่ามหาศาลของไทย การขุดเจาะน้ำมันดิบที่มีก๊าซธรรมชาติติดมาและต้องทิ้งไปทุกครั้ง ทำให้ทางการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เห็นว่าน่าจะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกล้วยอบเนยของชาวหมู่บ้านหนองตูม อันจะช่วยลดต้นทุนการผลิตของชาวบ้านได้ ดีกว่าที่ต้องทิ้งก๊าซไปเช่นแต่เดิม จึงได้สร้างโรงงานขนาดใหญ่ให้ชาวบ้านมาอยู่รวมกันเพื่อผลิตกล้วยแปรรูปนี้ในรูปของสหกรณ์ เครื่องจักรในการทอดกล้วยได้ถูกนำมาใช้แทนการทอดด้วยมือคนเช่นเดิม….อะไรที่เปลี่ยนไปนั้น ถือว่าเป็นความสะดวกสบายให้แก่ชาวบ้าน และช่วยสร้างงานสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนเพิ่มมากขึ้น
สหกรณ์แปรรูปกล้วยตำบลหนองตูม จำกัด
โรงงานแปรรูปกล้วยอบเนย
อาคารโรงงาน 4 หลัง ในเขตสหกรณ์แปรรูปกล้วยหนองตูม จำกัด
          ในบริเวณพื้นที่ตั้งสหกรณ์มีอาคารโรงงานขนาดใหญ่รวม 4 หลัง แต่ละหลังจะถูกแบ่งซอยออกเป็นห้องๆ ที่มีเจ้าของกิจการแต่ละรายที่ต่างกันไป ซึ่งก็เป็นชาวบ้านนั่นเอง คนงานในแต่ละโรงก็คือชาวบ้านในหมู่บ้านอีกนั่นแหละ ทุกโรงจะผลิตกล้วย มันเทศสีเหลือง มันต่อเผือกสีแดง เผือก ฟักทองอบเนย ที่มีทั้งเค็มและหวาน แบบแผ่น แบบม้วนและแบบฝอยเป็นเส้น และมันฝรั่งเค็มปรุงรส ในราคาที่ใกล้เคียงกัน จะถูกแพงกว่ากันนิดหน่อย รสชาติไม่ต่างกันนัก
โรงงานกล้วยอบเนย
ภายในโรงงานผลิตกล้วยแปรรูป
กล้วยที่สุก 80% หลังจากฝานเป็นแว่น ก่อนนำไปผสมเนยและทอด
เผือกฝอยอบเนย
เผือกฝอยอบเนย หลังทอดเสร็จแล้ว
ส่วนผสมกล้วยอบเนยก่อนทอด
กล้วยที่ผสมเนย เตรียมพร้อมทอด
          ลองถามชาวบ้านที่ทอดกล้วยในโรงงานว่า ชาวบ้านเริ่มทำกล้วยอบเนยกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาก็ตอบว่าไม่รู้ แต่โตมาก็เห็นเขาทำกันแล้ว ชาวบ้านที่เริ่มทำกล้วยทอดก็คงคิดเหมือนแม่บ้านทั่วไปที่ต้องแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร คือ กล้วยที่ปลูก และมีผลผลิตมาก และบางครั้งขายได้ราคาต่ำมาก จึงนำมาแปรรูปเพื่อเป็นการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้ยาวนานขึ้น และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ดีกว่าปล่อยทิ้งให้เน่าเสียไป“กล้วยอบเนย” จึงเกิดขึ้นเป็นสินค้าแปรรูปทางการเกษตรที่สร้างรายได้เสริมให้กับกลุ่มแม่บ้านหนองตูม ชาวบ้านบอกว่า กล้วยน้ำว้าที่นี่มีความพิเศษ คือ ไม่มีเมล็ด ไส้ไม่ดำ มีรสหวาน เมื่อนำไปทอดก็ไม่มียาง และมีสีเหลืองสวย รสชาติอร่อย
          แวะชิมซะหลายโรง…กินกี่หน ๆ ก็อร่อยอย่างที่เขาว่าจริงๆ นั่นแหละ…ได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านกันคนละถุงสองถุง ในราคาต้นทางผู้ผลิตที่ย่อมเยากว่าร้านค้าปลีกในเมืองอย่างแน่นอนคะ
          หมายเหตุ บ้านหนองตูม อยู่บนเส้นทางสาย 1293 ทางตอนใต้ของตัวอำเภอกงไกรลาศห่างไปประมาณ 10 กิโลเมตร หาได้ง่าย ถามชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง หรือในจังหวัดสุโขทัยก็เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี